"องอาจ" รองหน.ปชป. ชี้คำถามพ่วงส.ว.โหวตนายกฯ ในออกเสียงประชามติ หวั่นเบี่ยงเบนเจตจำนงประชาชน
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติส่งคำถามพ่วงประชามติในประเด็นให้ ส.ว.สรรหา มีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ได้ว่า หากประชาชนเสียงข้างมากเห็นชอบให้ ส.ว.สรรหา ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ก็ต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ การดำเนินการเช่นนี้น่าจะขัดต่อเจตจำนงของประชาชนที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว แต่ร่างรัฐธรรมนูญกลับถูกเปลี่ยนแปลงภายหลังออกเสียงประชามติ จึงไม่เป็นไปตามเจตจำนงที่เห็นชอบรัฐธรรมนูญไปก่อนหน้านี้แล้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนจะรู้ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งโดยใส่เนื้อหาสาระให้ ส.ว.สรรหาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งตนเองไม่เห็นด้วยหากเข้าไปในรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมภายหลัง ประชาชนอาจจะลงมติไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญก็ได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากมิติของหลักการ การให้อำนาจ ส.ว. ซึ่งมีที่มาจากการคัดเลือกขั้นสุดท้ายของ คสช. ทั้ง 250 คน สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่สอดคล้องกับที่มา ในเมื่อ ส.ว. มีที่มาจากการคัดเลือกขั้นสุดท้ายของ คสช. ก็ไม่ควรมีอำนาจเท่าเทียมกับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศ
“การนำคำถามพ่วงมาเบี่ยงเบนเจตจำนงของประชาชน ย้อนแย้งเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าทำให้เกิดความสับสน สร้างความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ มีนัยยะแอบแฝงเพื่อการแสวงหาอำนาจโดยไม่ชอบของคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ถ้า สนช. ปล่อยให้มีคำถามพ่วงลักษณะนี้ พ่วงไปกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาด้านลบมากกว่าด้านบวก จึงขอฝากให้ สนช. พิจารณาเรื่องคำถามพ่วงให้รอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงประโยชน์ระยะยาวของส่วนรวมเป็นหลัก มากกว่าประโยชน์เฉพาะหน้าของคนไม่กี่คน” นายองอาจ กล่าว





