วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กำชับพ่อเมืองทั่วประเทศเข้าร่วมนั่ง กศจ.

"ดาว์พงษ์-อนุพงษ์" วิดีโอคอนเฟอเร็นซ์กำชับพ่อเมืองทั่วประเทศ เข้าร่วมนั่ง กศจ. ช่วยปฎิรูปขับเคลื่อนเพิ่มคุณภาพการศึกษา-สางปมบริหารบุคคล

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และคำสั่งที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค สั่ง ณ วันที่ 21 มี.ค. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทั้ง 76 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนภูมิภาค เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบวีดิคอนเฟอเรนซ์ โดยการประชุมในวันนี้ สืบเนื่องจากที่รัฐบาลได้มีนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษาแก่ประชาชน ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของประเทศ โดยได้มีคำสั่งคสช.ฉบับที่ 10/2559 และคำสั่งที่ 11/2559 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และได้กำหนดให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยมี รมว.กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และให้ในแต่ละจังหวัดมี กศจ. โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการจัดการประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปการศึกษาให้แก่ส่วนราชการ หน่วยงาน และภาคส่วนต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

โดยพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา และการบริหารราชการกระทรวงศึกษาฯ ในภูมิภาคให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีเอกภาพ สามารถประสานเชื่อมโยง และบูรณาการภารกิจในเรื่องการศึกษาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยสนับสนุนการบริหารการศึกษา และการบริหารงานบุคคล โดยมีกศจ.ทำหน้าที่บูรณาการการปฏิบัติงานทั้งหมดในพื้นที่ ดังนั้นจึงขอเน้นย้ำให้ผู้ว่าฯ ดำเนินการตามกรอบการทำงานของกระทรวงศึกษาฯ ที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

ด้านพล.อ.ดาว์พงษ์ ได้มอบนโยบายสำคัญ ดังนี้ 1.เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรา 44 เนื่องจากปัญหาด้านการบริหาร การขาดคุณภาพการศึกษาโอกาสการศึกษา การผลิตและพัฒนานักเรียนให้ตรงตามความต้องการของท้องถิ่นเพื่อการมีงานทำ 2.ได้ชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่ของผู้ว่าฯ ในฐานะประธาน กศจ. ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการศึกษา ซึ่งโอนหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเดิม กำหนดยุทธศาสตร์ แนวทางการศึกษา รวมถึงให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด และกำกับ เร่งรัด ติดตามวางแผนจัดการศึกษา การบริหารงานบุคคล และอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด 3.ภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องมีการสรรหากรรมการ กศจ. ทั้ง 7 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นผู้แทนภาคประชาชนในท้องถิ่น ข้าราชการครูในท้องถิ่น และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการฯ เพื่อทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะด้านการบริหารงานบุคคลที่จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และ 4.การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาระดับจังหวัด การประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา และการจัดสรรโอกาสทางการศึกษาของเด็กนักเรียน และ 5. การสร้างความเข้าใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อนุพงษ์ ได้เน้นย้ำในเรื่องการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ว่าฯ ด้านการจัดการศึกษา โดยเน้นการบูรณาการการทำงานในพื้นที่และการกำกับติดตาม โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 57 และบทบาทการประสานเชื่อมโยงองค์กรทุกภาคส่วนแบบบูรณาการ ซึ่งผู้ว่าฯ จะต้องเป็นจุดเชื่อมโยงการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับให้เป็นไปตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา และกรอบยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ และยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ต้องการเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพคน

จากนั้นเวลา 12.00 น.พล.อ.ดาว์พงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้มีการทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดถึงแนวทางในการทำงานตามคำสั่งดังกล่าวของ คสช. ที่ก่อให้เกิดคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)ขึ้น โดยเป็นการปฏิรูปการแก้ปัญหาการศึกษาในส่วนภูมิภาคทั้งหมด ประเด็นที่ทำความเข้าใจกับทางผู้ว่าฯ นั้นคือ เราต้องรีบให้เกิดคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาก่อน เพราะมีงานเร่งด่วนที่ครูเขารออยู่ เช่น เรื่องการจัดย้ายครูตามวงรอบ เป็นต้น โดยคณะกรรมการทั้ง 22 คนนี้ มีอยู่ 15 คนที่เป็นโดยตำแหน่ง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเพราะเรามีชื่อหมดแล้ว แต่ที่เราต้องมาคุยกันคืออีก 7 ตำแหน่งที่ต้องมาจากการคัดสรร โดยทางคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา และได้นำเสนอต่อผู้ว่าฯ แล้วว่าทางคณะกรรมการคัดสรร 7 คนนั้น ประกอบด้วย ผู้แทนครู 2 ท่าน ผู้แทนภาคประชาชน 2 ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทางคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ใช้วิธีเสนอรายชื่อให้ผู้ว่าฯเลือก โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะมีอายุงานแค่ 3 เดือนก่อน เพราะต้องรีบทำงานเร่งด่วน

ขณะที่ทางคณะกรรมการฯก็จะออกกติกาในการคัดสรรตัวจริงมา ในกรรมการ 7 ท่านที่มาจากการคัดสรรนั้น เป็นผู้แทนครู เราได้มอบให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ไปพิจารณาครูในจังหวัดนั้นๆ โดยกำหนดคุณสมบัติคือ ต้องสอนอยู่ในจังหวัดนั้นๆ มากกว่า 10 ปี เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับ เมื่อสพฐ.เลือกมาแล้ว ก็จะนำมาเข้าบอร์ด แล้วส่งชื่อให้ผู้ว่าฯ อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของผู้แทนภาคประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านนั้นทางคณะกรรมการขับเคลื่อนฯได้จัดทำรายชื่อผู้ทรงคณวุฒิด้านต่างๆ มอบให้จังหวัด เป็นบัญชีรายชื่ออยู่ประมาณ 400 ชื่อ ให้ทางจังหวัดเลือกจังหวัดละ 3 ท่าน ซึ่งทางพล.อ.อนุพงษ์ ได้ให้ผู้ว่าฯส่งรายชื่อทั้งหมดนี้กลับมาที่ตนภายในวันพรุ่งนี้ (5 เม.ย.) โดยทางกระทรวงศึกษาฯจะรีบออกคำสั่ง เมื่อออกคำสั่งก็จะเกิดกศจ.ทั้ง 76 จังหวัด โดยทาง กทม.มีตัวบอร์ดใหญ่เป็นกรรมการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ภายในวันที่ 7 เม.ย. นี้จะทำให้ทางผู้ว่าฯเรียกประชุมได้ เพื่อทำงานที่เร่งด่วนได้ทันเดือนเม.ย.นี้

เมื่อถามว่า การเปลี่ยนจากผู้ตรวจ 13 ส่วน เป็นสำนักงานศึกษาธิการภาค 18 ภาค พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า เดิมทีเราไม่ได้มีภาค เรามีผู้ตรวจ 13 ส่วน และผู้ตรวจก็สังกัดสำนักปลัดกระทรวงศึกษาฯ เวลาเขาไปตรวจก็จะตรวจได้เฉพาะหน่วยงานที่อยู่ในสำนักปลัดกระทรวงศึกษาฯ แต่จะไปตรวจสพฐ.ก็ไม่ได้ อาชีวศึกษา หรืออุดมศึกษาก็ไม่ได้ ของเดิมมันทำอยู่แค่นี้ เราจึงแปลงผู้ตรวจเป็นศึกษาธิการภาค และหาคนมาเติมเต็มให้ครบ 18 ภาค ช่วยให้สอดคล้องกับครัสเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งศึกษาธิการภาคคนใหม่ เขาจะสามารถเข้าไปกำกับการศึกษาได้ทุกภาคส่วน แต่เป็นการกำกับอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีสิทธิในการโยกย้าย 

ส่วนการปรับเปลี่ยนระบบดังกล่าว จะถูกมองว่าเป็นการย้อนกลับไปเหมือนระบบเก่าหรือไม่นั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ไม่เหมือน เพราะอันนี้มีบอร์ด ไม่ใช่ผู้ว่าฯ นั่งเดี่ยวอยู่เหมือนสมัยโบราณ ไม่ใช่ คณะกรรมการก็มาจากทุกภาคส่วน เพราะฉะนั้นผู้ว่าฯจะบริหารโดยผ่านบอร์ดตรงนี้ จะช่วยกันคิด และจะทำให้การศึกษาในจังหวัดนั้นๆ สอดคล้องมากขึ้นกว่าเดิม

ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในเรื่องการศึกษามี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ เรื่องของการจัดการศึกษา ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาฯได้กำหนดยุทธศาสตร์ครบหมดแล้วทั้ง 6 ด้าน และออกมาเป็นโครงการทั้งหมด 65 โครงการ กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ การบริหารจัดการศึกษานั้น ตนมองว่ากระทรวงมหาดไทยน่าจะไปเสริมในด้านของการกำกับดูแลให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของทางกระทรวงศึกษาฯ ส่วนในเรื่องของการบริหารงานบุคคล ขณะนี้ได้มีโครงสร้างอยู่แล้ว จากปัญหาของเดิมทั้งในส่วนของการบริหารงานบุคคล มันไม่สามารถทำเป็นแท่งได้ ขณะนี้ผู้ว่าฯ ในฐานะ กศจ. สามารถจะบูรณาการงานของการบริหารการศึกษา การจัดการศึกษา และการบริหารงานบุคคลได้ตามกรอบที่กระทรวงศึกษาฯ ได้ทำไว้ ในรูปของบอร์ดคณะกรรมการ ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา เพราะทั้ง 2 ส่วนมีกรอบการทำงานอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า การให้อำนาจผู้ว่าฯ จะกลายเป็นการรวมศูนย์อำนาจหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่ได้ให้อำนาจผู้ว่าฯ แต่เป็นการทำให้เกิดการบูรณาการได้เป็นหลัก เพราะปัญหาของการศึกษานั้น คือบุคลากรทางการศึกษาที่นับว่าดีมีหรือไม่ ตนเข้าใจว่าน่าจะมีพอเพียง แต่จะมีขาดบ้างบางรายละเอียด แต่ว่าไม่สามารถเกลี่ยได้ เพราะบางแห่งขาด บางแห่งเกิน ไม่สามารถบูรณาการในเชิงนโยบายได้ เพราะจะมีเรื่องของแต่ละแท่งในจังหวัด ซึ่งผู้ว่าฯ จะสามารถบูรณาการได้เฉพาะในกรอบของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ จะต้องสามารถใช้มติของบอร์ดทำให้ได้ตามกรอบที่เขามีอยู่ ก็จะเกิดความเที่ยงธรรมของการบริหารคน