เปิดเบื้องลึก! รัฐธรรมนูญ..ฉบับปราบโกง

เปิดเบื้องลึก! รัฐธรรมนูญ..ฉบับปราบโกง

เจาะเบื้องลึก! รัฐธรรมนูญ..ฉบับปราบโกง จะรับหรือไม่รับ?

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปิดร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปทำประชามติถามประชาชนว่า “รับ”หรือ“ไม่รับ” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามตินี้ มีเนื้อหาสาระที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและปราบปรามการทุจริต จนมีการให้คำนิยามว่าเป็น "ฉบับปราบโกง” ซึ่งเป็น “จุดขาย” อันหนึ่งในการนำไปทำ “ประชามติ”

เริ่มตั้งแต่ “คำปรารภ ” ซึ่งบอกให้ทราบถึง “เจตนารมณ์” ในการมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตอนหนึ่งว่า “ ...การวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ ”

ทั้งนี้หากพลิกไปดูอย่างละเอียดในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะพบว่า มีการวางกลไกเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แยกกันอยู่ในหลายหมวด หลายมาตรา ซึ่งเมื่อนำมาต่อ “จิ๊กซอว์ ” เข้าด้วยกัน ก็จะเห็นภาพที่ชัดเจน

ใน หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 ( 10 ) บัญญัติว่า ประชาชนคนไทย มีหน้าที่ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับก่อนทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ไม่ได้มีการบัญญัติในลักษณะนี้ไว้

หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นหมวดใหม่ที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆไม่เคยมี ใน มาตรา 63 บัญญัติว่า รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ

หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 76 บัญญัติว่า รัฐพึงพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนด “ประมวลจริยธรรม” สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้นๆ

ใน “ทางการเมือง” ก็ได้มีการกำหนดเป็นลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ “คนทุจริต” ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

มาตรา 98 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส. )
.
...(8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

.. (9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

.. ( 10) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา,ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือ ความผิดฐานฟอกเงิน

.. (11) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง

.(18 ) เคยพ้นจากตำแหน่ง จากกรณีที่เป็น ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี เสนอแปรญัตติที่มีผลให้ตนเองมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายและถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง หรือ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถูกศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่

และลักษณะต้องห้ามข้างต้นนี้ เป็นลักษณะต้องห้ามของคนที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว. ) ,รัฐมนตรี และ นายกรัฐมนตรี ด้วย และหากดำรงตำแหน่ง ส.ส.,ส.ว. รัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรี อยู่ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนด ห้าม “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” มีส่วนได้เสียในเรื่องการแปรญัตติงบประมาณในสภา โดยมาตรา 144 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้

ส่วนวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ ส.ส. หรือ ส.ว. มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนฯ ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าว แต่ไม่ได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่อง "การขัดกันแห่งผลประโยชน์" หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ​ถึงกับบัญญัติเป็น“หมวด” โดยเฉพาะในหมวด 9 เช่น ห้าม ส.ส. , ส.ว. ,รัฐมนตรี รับสัมปทานจากรัฐ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งข้อห้ามนี้ครอบคลุมไปถึง คู่สมรสและบุตรของ ส.ส., ส.ว., รัฐมนตรี และยังรวมถึงผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการหรือผู้ได้รับมอบหมายจาก ส.ส., ส.ว, รัฐมนตรี ด้วย

ร่างรัฐธรรมนูญยังให้อำนาจกับ “องค์กรอิสระ” ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมาตรา 224 ( 4 ) บัญญัติ ให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) มีอำนาจสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นกระทำการ หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

มาตรา 226 บัญญัติว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษว่าบุคคลนั้นกระทำผิด ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น เป็นเวลา 10 ปี

และยังมีการสร้างกลไกของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ปปช.) ในการไต่สวนกรณีมีกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คนใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิด ในส่วนของการร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริต ก็จะส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในกรณีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็จะส่งไปยังศาลฎีกา ซึ่งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและอาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 10 ปีด้วยก็ได้

ในส่วนขององค์กรอิสระอีกหนึ่งองค์กร คือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ( คตง.)ในมาตรา 245 ให้อำนาจกับผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อ คตง. เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ และในกรณี คตง. เห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว คตง. ก็จะปรึกษาหารือร่วมกับ กกต. และ ปปช. ซึ่งหากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนด้วย

ส่วนกรณีที่มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรืออาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่เป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการได้ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แจ้ง ปปช. กกต.หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามอำนาจขององค์กรนั้นๆต่อไป

ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้บัญญัติ ให้องค์กรอิสระต่างๆ ต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละองค์กร โดยถ้าองค์กรอิสระใดเห็นว่า มีผู้กระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในอำนาจขององค์กรอิสระอื่น ก็ให้แจ้งให้องค์กรอิสระนั้นทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

นอกจากนี้ในหมวด “การปฏิรูปประเทศ” ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ มีการกำหนดว่า ให้มีกลไกที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีการคัดเลือกผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ส่วนในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ให้มีการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกลไกในการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน ส่วนในด้านกฎหมาย ก็ให้มีการปฏิรูปให้มีการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ทั้งนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปฯในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และคาดหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 5 ปี

ดังนั้น “จุดเด่น”ในเรื่อง “การปราบโกง” นี่เอง อาจเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน “ ประชามติ” ก็เป็นได้