นายกฯ ระบุรับมือวิกฤตินิวเคลียร์ต้องมีมาตรการระยะสั้น-ยาว แจงไทยมีแผนจะพัฒนาศูนย์ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทาง “นิวเคลียร์” ให้เป็นระดับภูมิภาค
ณ ศูนย์ประชุม Walter E. Washington Convention Center กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็น ต่อสถานการณ์จำลองเกี่ยวกับวิกฤตความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ระหว่างการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ Nuclear Security Summit ครั้งที่ 4
นายกรัฐมนตรี กล่าวเกี่ยวกับสถานการณ์จำลองการรับมือเหตุการณ์วิกฤติความมั่นคงทางนิวเคลียร์ว่า จะต้องดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน เพราะต่างก็มีความสำคัญ การดำเนินการในระยะสั้น จะเน้นการควบคุมสถานการณ์ โดยระดมสรรพกำลังเพื่อจับตัวผู้ร้าย และดูแลความปลอดภัยของประชาชน เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก โดยประเมินระดับความรุนแรงของปัญหา ผลกระทบในด้านต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากสารกัมมันตรังสี เช่น ซีเซี่ยม มี half life 31 ปี จึงต้องกำหนดมาตรการรับมือที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องให้ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนรับรู้อย่างถูกต้องด้วย
ส่วนการเตรียมความพร้อมในระยะยาวว่า มีความสำคัญยิ่งกว่า ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและขยายความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในเรื่องนี้ โดยในระดับประเทศ จะต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบนี้ ซึ่งไทยได้จัดตั้งกลไกประสานงานระดับชาติเฉพาะด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพิ่มเติมจากกลไกประสานงานด้านการบรรเทาเหตุฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อประเมิน ติดตาม และบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยได้ริเริ่มอาเซียนตอม (ASEANTOM : ASEAN Network of Regulatory Bodies on Atomic Energy) และได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าโครงการจัดตั้งระบบติดตามตรวจสอบและศูนย์ข้อมูลของอาเซียน นอกจากนี้ ไทยมีแผนที่จะพัฒนาศูนย์ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางนิวเคลียร์ให้เป็นระดับภูมิภาค เพื่อจัดอบรมในเรื่องนี้ให้แก่ประเทศต่างๆ นอกจากนี้ การให้สัตยาบันอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเสริมสร้างการดำเนินงานในการเตรียมความพร้อมในระดับชาติและภูมิภาค ซึ่งไทยกำลังปรับปรุงกฎหมายภายในเพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาเหล่านี้





