สปท.กว่า136ราย ให้สิทธิส.ว.เลือกนายกฯร่วมส.ส. เป็นคำถามพ่วงประชามติร่างรธน. "คำนูณ"ชี้จุดอ่อนเลือกนายกฯ ตามบัญชีพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วาระพิเศษ เพื่อพิจารณาเสนอประเด็นคำถามหรือความเห็นของสปท.ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อประกอบการพิจารณาในการเสนอคำถามที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมจากร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีร.อ. ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เป็นประธานในที่ประชุม
ทั้งนี้ ก่อนพิจารณาประเด็นตามวาระ มีสมาชิกสปท. ได้แก่ นายกษิต ภิรมย์ และนายนิกร จำนง สปท. ฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง ที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาและลงมติก่อนว่าควรเสนอความเห็นและคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไปยัง สนช. หรือไม่ เพราะกังวลว่าคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นอาจสร้างความสับสนกับประชาชนได้
โดยนายนิกร อภิปรายว่าตนกังวลว่า คำถามประกอบการทำประชามตินั้น อาจสร้างผลกระทบทางการเมือง และสร้างความขัดแย้งในอนาคต อีกทั้งการทำร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. ก่อนออกเสียงประชามติ ถือว่าได้ข้อยุติแล้ว มีการต่อรองและจัดระยะเปลี่ยนผ่านเสร็จสิ้นแล้ว หากมีการเสนอคำถามประกอบการทำประชามติอาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่จบ และเมื่อมีความเห็นชอบกับคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ต้องกลับมาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ซึ่งเมื่อถึงช่วงนั้นเชื่อว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณาประเด็นดังกล่าว ประมาณ 45 นาที ส่วนใหญ่อภิปรายแสดงความเห็นสนับสนุนการตั้งคำถามประกอบการทำประชามติ ทำให้ประธานในที่ประชุมได้สรุปให้ดำเนินการพิจารณาในการเสนอคำถามและความเห็นต่อไปตามระเบียบวาระต่อไป
โดยเริ่มให้ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปท. ฐานะผู้เสนอญัตติว่าด้วยให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองภายหลังจากที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อภิปรายเหตุผลประกอบการเสนอว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติขาดสาระสำคัญว่าด้วยการปรองดองและสมานฉันท์ ตามที่เจตนารมณ์ได้ระบุไว้ ดังนั้นจึงเสนอให้มีคณะกรรมการปรองดองฯ เพื่อนำประเทศเข้าสู่ภาวะของความรัก และสมานฉันท์ โดยให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้จัดตั้ง เพื่อให้เกิดการยอมรับ ส่วนแนวทางการคือการศึกษาและเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการ
ต่อด้วยนายวันชัย สอนศิริ สปท. ฐานะผู้เสนอญัตติว่าด้วยให้ในช่วงระยะ 5 ปีแรกหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้นายกฯ ต้องมาจากความเห็นชอบของรัฐสภา อภิปรายเหตุผลประกอบการเสนอ ว่า ตนและมีสมาชิกสปท. จำนวน 91 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติเห็นความสำคัญต่อการจำเป็นที่ต้องประคองสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากเผด็จการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั้งนี้ตามความเห็นของเครือข่ายของแม่น้ำ 4 สายที่ได้ทำความเห็นเสนอให้กับกรธ. เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีรายละเอียดที่กังวลต่อสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางการเมือง ดังนั้นญัตติที่ตนเสนอและเหตุผลประกอบไม่ใช่การจินตนาการไปเอง
“นายกฯ คือหัวใจสำคัญของการปกครองบ้านเมือง ดังนั้นหากให้ส.ว.สรรหา จำนวน 250 คนช่วยคัดเลือกนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 500 คน จะสามารถคัดเลือกคนดี มีความรู้เข้ามาบริหารประเทศ ผมเชื่อว่าฝ่ายการเมือง หรือส.ส. จะเกรงใจ และมุ่งสนใจการปฏิรูป และยุทธศาสตร์ชาติมากกว่าเล่นเกมการเมือง ดังนั้นญัตติที่ผมเสนอนั้นนเชื่อว่าจะแก้วิกฤตได้จริงๆ และจะทำให้การรัฐประหารรอบนี้ จะเป็นรอบสุดท้าย” นายวันชัย อภิปราย
จากนั้นที่ประชุมได้ใช้สมาชิกสปท. อภิปราย โดยมีผู้ขออภิปราย จำนวน 9 คน โดยส่วนใหญ่ ได้สนับสนุนญัตติให้สิทธิวุฒิสาภลงมติเห็นชอบนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร อาทิ นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท. อภิปรายสนับสนุนญัตติของนายวันชัย พร้อมให้เหตุผลว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ให้พรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อนายกฯ และให้ที่ประชุมสภาฯ ลงมติเลือกนายกฯ จากผู้ที่อยู่ในบัญของพรรคการเมืองถือว่าเป็นจุดอ่อน และเป็นมาตราที่สร้างปัญหาต่อการได้มาซึ่งนายกฯ รวมถึงกลายเป็นข้อจำกัดของการเลือกนายกฯคนใหม่ หากนายกฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญพ้นจากวาระเนื่องจากเสียชีวิต อาจทำให้การเลือกนายกฯ ตามบัญชีพรรคการเมืองอาจเกิดปัญหาได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการอภิปรายดังกล่าว นายกษิต ได้ลุกอภิปราย โดยย้ำให้เห็นความสำคัญต่อกระบวนการของร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องชัดเจน และที่ต้องไม่มีเจตนาบิดบังหรืออำพรางที่เป็นการสร้างปัญหาให้บ้านเมือง
ขณะที่พล.อ.เลิศรัตน์ ได้ใช้สิทธิอภิปรายด้วยว่าระหว่างการอภิปรายของสมาชิกสปท. มีผู้มาคุยกับตนส่วนตัวว่าให้ถอนญัตติดังกล่าวออกจากการเสนอต่อที่ประชุม แต่ตนยืนยันถึงความจำเป็นและขอยืนยันญัตติ
ภายหลังจากที่ที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 3 ชั่วโมง ที่ประชุมจึงได้ขอให้สรุปและลงมติ แต่นายกษิต ได้ร้องขอให้ที่ประชุมลงมติตัดสินก่อนว่าจะเสนอความเห็นหรือไม่ และลงมติว่าจะเสนอกี่คำถาม ทำให้ที่ประชุมได้ลงมติจำนวน 2 ครั้ง ผลปรากฎว่าเสียงข้างมาก 138 เสียง งดออกเสียง 7 เสียงเห็นชอบให้เสนอคำถามไปยัง สนช. และมติว่าด้วยการเสนอกี่คำถาม ผลปรากฎว่าเสียงข้างมาก 97 เสียงเห็นชอบให้เสนอคำถามเดียว ขณะที่เสียงข้างน้อย 44 เสียงเห็นชอบให้ส่ง2คำถาม ทำให้พล.อ.เลิศรัตน์ได้ขอถอนญัตติที่เสนอให้ตั้งกรรมการปรองดอง ทำให้ที่ประชุมสปท. ได้ลงมติอีกครั้ง โดยพบว่าเสียงข้างมาก 136 เสียงเห็นชอบให้ส่งญัตติว่าด้วยให้ในช่วงระยะ 5 ปีแรกหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้นายกฯต้องมาจากความเห็นชอบของรัฐสภาต่อสนช. เพื่อพิจารณาเป็นประเด็นให้เป็นคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ไปพร้อมกับข้อเสนอแนะของสปท.ที่ได้อภิปรายไว้ต่อที่ประชุม





