วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปราโมทย์'จี้รัฐบาลคลอดกม.บริหารจัดการน้ำ

"ปราโมทย์" จี้รัฐบาลเร่งคลอดกม.บริหารจัดการน้ำ หนุนเก็บขึ้นค่าน้ำให้แพงขึ้นสำหรับธุรกิจใหญ่

ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล มีการจัดเสวนาหัวข้อ "ผ่านวิกฤติภัยแล้ง ’59 สู่อนาคตจัดการน้ำยั่งยืน" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับ สถานีดิจิทัล NOW 26 และภาคธุรกิจพันธมิตรโดยในช่วงครึ่งวันเช้าเป็นการเสวนาในหัวข้อ“แนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งและการวางแผนอย่างยั่งยืน จากทุกภาคส่วน” โดยนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวตอนหนึ่งว่า ภัยแล้งปีนี้ ตนมองว่าเป็นเรื่องของตามสภาพธรรมชาติ ที่ตนติดตามมาตลอดว่าเรามีน้ำที่จะใช้การได้ในลุ่มน้ำสำคัญเป็นเรื่องอย่างไร ถามว่าเราวิตกขนาดไหนอย่างไร เพราะตามกระแสที่ปรากฏว่ามันรุนแรง แต่ตนติดตามโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นลุ่มน้ำเขตเศรษฐกิจที่มีคน 20 กว่าล้านต้องอาศัยน้ำ ตนเชื่อว่าน้ำมีเพียงพอ แต่คำว่าพอในที่นี้ต้องเข้าใจ มีน้ำจำนวนหนึ่งไม่สมบูรณ์เหมือนปีก่อน จึงมีการบริหารจัดการการใช้  ซึ่งต้นเดือนมกราคมทุกปีจะมีการดูว่าเรามีต้นทุนใช้ได้เท่าไร ต้องนำมาคิดกำหนดว่าจะใช้ในหน้าแล้งเพื่ออะไรบ้าง ถ้าพบว่าไม่พอเพียง กิจกรรมเพาะปลูกก็ไม่มีน้ำพอสำหรับทำนาปรัง ภาคราชการควรขอให้ชาวนาชะลอการปลูก ยุติหรือลดพื้นที่ทำนาปรังตามควร ซึ่งก็เป็นอย่างนี้มาตลอด และจากนั้นจะมีการคำนวณว่าจะมีน้ำในการอุปโภคที่ต้องมีและพอเพียง โดยต้องรักษาระบบนิเวศน์ด้วย จึงเชื่อว่าจำนวนน้ำที่จะใช้ใน 5-6 เดือนข้างหน้า มีเพียงพอในขณะนี้                      

“แต่การทำนาปรัง ราชการต้องบอกชาวนาเขาว่าไม่มีน้ำส่งให้ ต้องบอกเขาตรง ๆ และไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย เพราะผมเคยจัดการปัญหาพวกนี้มาแล้ว จึงอยากบอกคนรุ่นหลังที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่ารัฐบาลทำถูกต้องชัดเจนแล้ว ถ้าจัดการได้แบบนี้ กิจกรรมเพื่อเกษตรกร อุปโภค และรักษาระบบนิเวศน์ ก็จะผ่านพ้นในปีนี้ได้ และรับฤดูฝนใหม่ได้ และเราจะผ่านวิกฤติการปี 59 ไม่มีอะไรน่าสงสัยได้แน่นอน”นายปราโมทย์ กล่าว                     

นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า เราอยู่กรุงเทพอาจจะไม่รู้สึกถึงภาคอีสาน ถึงแหล่งเก็บกักน้ำว่ามีปริมาณน้ำเหลือเท่าไร วิกฤติการน้ำในภาคอีสานก็เหมือนลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะปี 2558 ธรรมชาติคือฝนที่ให้น้ำมาน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ดูก็รู้ว่าตั้งแต่มิ.ย. – กค. ปีที่แล้ว ว่าปีนี้ชอบกลทำให้กะเกณฑ์ไม่ได้ และพายุไม่เข้าเมืองไทยเลย แต่คนไทยก็กลัวพายุ จะไปกลัวมันทำไม เราต้องการให้พายุเข้าเมืองไทยให้พอประมาณ แต่เข้ามาเยอะแยะเกินไปก็ไม่ดี ดังนั้นสรุปว่าภาคอีสานมีน้ำพอสำหรับการอุปโภคบริโภคในเขตเทศบาลจังหวัด บางแห่งสามารถทำนาปรังได้ด้วย อาทิ จังหวัดกาฬสินธุ์ทำได้จำนวนหนึ่งแต่ที่วิกฤติมากคือ ขอนแก่น เพราะเป็นภาพที่น้ำต้นทุนในเขื่อนอุบลรัตน์มีน้อย ดังนั้นการจัดการมีความสำคัญที่จะต้องจัดการให้มีน้ำกินน้ำใช้ให้ได้              

อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานที่ที่จะสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศไทยหาได้ยากเต็มทีแล้ว ทำให้โอกาสที่จะเกิดโครงการแบบนั้นลำบากและก็มีการต่อสู้กันจึงไม่สามารถขับเคลื่อน อย่างไรก็ตามงานสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หากพิจารณาตามสภาพภูมิศาสตร์เมืองไทยมีน้อยแห่งเหลือเกิน เพราะแทบจะไม่มี ส่วนที่พูดชื่อขึ้นมาก็จะเป็นปัญหา เพราะจัดการยังไม่ได้ ก็มีการต่อสู้กัน ที่ต้องทำให้เห็นพ้องต้องกัน ดังนั้นอาจจะต้องทำแหล่งเก็บกักน้ำระดับชุมชนตามพระราชดำริ สำหรับเก็บกักรับน้ำฝนที่มีฝนตก 130-140 วัน/ปี เพื่อพอให้มีน้ำพอทำนาได้                                                        

นายปราโมทย์ ยังกล่าวถึงน้ำต้นทุนและน้ำท่าด้วยว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท แต่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะตนคิดว่าน้ำมีคุณค่ามากแต่ยังไม่มีราคา ดังนั้นจะทำอย่างไรจะทำให้น้ำมีราคา ควรอาศัยการเกิดวิกฤติการน้ำที่น้ำควรทำให้ราคาน้ำสูงขึ้น ต้องสร้างกฎหมายน้ำ ว่าด้วยเรื่องมูลค่าของน้ำ ระบุว่าภาคส่วนไหนมีสิทธิใช้น้ำโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย กำหนดอาชีพมาเลย น้ำประเภทอะไร สำหรับชุมชนทั่วไป เกษตรกรรม ก็ไม่น่าเสียค่าใช้จ่าย ส่วนน้ำที่เสียค่าใช้จ่ายที่ทำกับประกอบธุรกิจที่ชัดเจนว่าเขามีกำไรมีรายได้  รวมทั้งที่บอกว่ากรุงเทพมหานคร ใช้น้ำวันละ 5 ล้านลบ.ม. มีการสูบมาทำน้ำประปาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าต้นทุนน้ำเท่าไร แต่การประปานครหลวงก็มีรายได้ ดังนั้นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต้องเสียค่าน้ำเป็นเรื่องเป็นราว กฎหมายฉบับนี้จะระบุว่าใครมีหน้าที่ มีสิทธิ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะการบริหารฯยังไม่เป็นเอกภาพ เพราะน้ำจะไม่ใช่ของสาธารณะอีกต่อไป                        

ส่วนการเล่นสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ นายปราโมทย์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าจะนำรถบรรทุกน้ำมาสาดน้ำหรือต่อสายยางฉีดกัน นั่นก็เกินไป แต่ทั้งนี้รัฐก็ต้องเข้าใจว่าเป็นน้ำเพื่อการสันทนาการ เขาจะฉีดน้ำก็เป็นเรื่องของเขาแต่รัฐก็ต้องบอกให้เขาใช้น้ำประหยัด                                   

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวะกรรมชลประทาน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้การบริหารจัดการน้ำต้องวางแผนถึงฤดูฝนใหม่ ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญ่จะคลายตัวในเดือนมิถุนายนนี้ ดังนั้นเราต้องมีปริมาณน้ำที่ดูแลพื้นที่ต่าง ๆ ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ให้ได้  ซึ่งตนสามารถยืนยันได้ว่าทั้ง 33 อ่างขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ร่วมกันวางแผนไว้หมดแล้วว่าจะระบายวันละเท่าไร อ่างไหนต้องนำส่วนเก็บกักต่ำสุดนำมาใช้เท่าไร เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ถึงกรกฎาคม           

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ทีทีดับบลิว ในฐานะบริษัทผู้ผลิตน้ำประปาขนาดใหญ่ กล่าวว่า บริษัทผลิตน้ำประปามีการติดต่อสื่อสารกับผู้ประกอบการด้วยกันตลอด เพื่อหารือกันในเรื่องของการใช้น้ำและวางแผน ใช้น้ำ  แต่สิ่งที่ตนห่วงคือปัญหาป่าต้นน้ำที่มีพื้นที่ป่าลดลงจำนวนมาก ซึ่งมีคนช่วยปลูกป่าจำนวนมาก แต่แค่ไปปลูกแล้วก็จบ เพราะการปลูกป่าตามหลักต้องปลูกต้นไม้ที่มีความเหมาะกับภูมิประเทศและสภาพอากาศ และการปลูกป่าต้องได้ป่า  ไม่ใช่ปลูกป่าแล้วได้ถ่ายรูป หลังจากปลูกก็ไม่มีคนดูแลต่อ   ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำคิดว่า 8 มาตรการที่รัฐบาลกำลังทำในเรื่องของการทำให้น้ำเพียงพอนั้นตนเห็นด้วย แต่จากประสบการณ์ไปดูงานต่างประเทศพบว่าเขาคิดครบทั้งระบบในการบริหารน้ำดิบ น้ำประปา และน้ำเสีย ว่าจะทำอย่างไร จึงขอรัฐบาลคิดให้ครบวงจร เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต                                  

นายสุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจของไทยยังไม่มีเกราะกำบังที่เพียงพอกับการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เราอยากจะเติบโต  แต่ถามว่าการจัดการน้ำของเรารองรับการเติบโตตามที่อยากได้หรือไม่ เพราะเรามีน้ำร้อยก็ใช้ร้อย ในปี 54 ที่น้ำท่วมใหญ่ ปี 55 ชาวนาทุกคนอยากปลูกข้าว และ 3 ปีที่ผ่านมาเราก็อยู่ภาวะแล้งตลอด แต่การที่ชาวนาไม่สามารถปลูกข้าวได้นั่นคือปัญหาชีวิตของเขา เพราะเขาต้องหารายได้ของเขา เขาจึงมีความกระตือรือร้นในการปลูก แต่ถ้ารัฐบาลไม่มีการสื่อสารที่ดีขาวบ้านเขาก็จะปลูกข้าวตามเคย และเรื่องของการให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกความจริงแล้วเขาก็ยังมีความสามารถในการปรับตัวได้น้อยด้วย                                                                     

“ชาวนาเขาเครียดที่ไม่ได้ปลูกข้าวตามกำหนดเป็นปีที่สามแล้ว เป็นปัญหาที่เป็นภาวะสังคม รัฐอาจจะมองว่าก็ดีที่เราควบคุมการปลูกนาปรังได้ แต่ผมมองว่าเราไม่ใช่แค่จะบอกว่าเราจะมีน้ำถึงเดือนกรกฎาคมเท่านั้นนะ แต่รัฐต้องระวังว่ามันก็จะเกิดภาวะอื่นในเรื่องความเครียดของชาวนา และช่วงนี้เป็นการเมืองพิเศษอาจจะดูแลได้ดีนิดนึง แต่ถ้าเป็นการเมืองปกติก็คงจะเครียดกว่านี้”อาจาร์ม.จุฬาฯ กล่าว                   

นายสุจริต กล่าวด้วยว่า 10 ปีจากนี้จะวิกฤติมาก ถ้าเรายังไม่มีความมั่นคงของน้ำ เพราะไทยยังเป็นประเทศที่ใช้น้ำเปลืองที่สุดในอาเซียน ดังนั้นประเทศไทยต้องประหยัดน้ำและมีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้หากเราต้องการการเจริญเติบโต       

นายบวร วงศ์สินดุม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมมีการวางแผนระยะยาว 20 ปีข้างหน้า ในเรื่องของซุปเปอร์คลัสเตอร์มูลค่า 1.6 แสนล้านบาทจะมีการลงทุนที่มาบตาพุด ดังนั้นความต้องการในการใช้น้ำและไฟฟ้าก็มากขึ้น ต้องถามเราว่ามีมากพอหรือไม่เพื่อใช้ได้อย่างเพียงพอ ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องคิดถึงเรื่องของการลากน้ำจากกัมพูชาเข้ามา