ถกปัญหา “ประชามติ” นักวิชาการ-นักการเมือง หนุนคสช.ปลดล็อคกฏเหล็ก เปิดโอกาสทุกฝ่าย รับข้อมูลเลือก “ประชามติ”
ที่อาคารวิศิษฐ์-ประจวบเหมาะ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันสร้างอนาคตไทย และเว็บไซต์ประชามติ ww.prachamati.org ร่วมจัดเวทีสาธารณะ "ถกแถลงปัญหาประชามติ โดยมีนักวิชาการ และการเมืองร่วมงาน อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ นายนิกร จำนง แกนนำพรรคชาตไทยพัฒนา นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ นายโคทม อารียา ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง มหาวิทยาลัยมหิดล
นายโคทม กล่าวว่า ตนห่วงใยการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประชามติ ในมาตรา 10 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่จัดเวทีแสดงความคิดเห็นโดยอิสระเท่าเทียมกันของทุกฝ่าย จึงแปลว่าคนอื่นก็จัดได้ใช่หรือไม่ กกต.มีหน้าที่จัดสรรเวลาของวิทยุและโทรทัศน์ กรณีจะมีการห้ามหรือไม่ห้ามสื่อที่เป็นเอกชนที่ไม่ใช่ของรัฐ ที่จะเสนอความคิดเห็นทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญโดยอิสระหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้ไปออกเสียงประชามติน่าจะรู้ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการเห็นชอบอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าทุกคนก็ยังไม่ทราบ ดังนั้น อาจจะให้ตั้งคำถามนี้เป็นคำถามประชามติจำลอง เพื่อถามความเห็น อาทิ จะเห็นอย่างไรถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เราจะเดินไปทางไหน เพราะไม่อยากให้ประชามติเป็นแค่พิธีกรรม
นายโคทม กล่าวต่อว่า ที่มีการพูดเรื่องเปลี่ยนผ่าน อยากรู้ว่าเปลี่ยนผ่านอย่างไร ตนยังอยากใช้คำว่าไม่อยากเปลี่ยนผ่าน ถ้าอยากเปลี่ยนผ่านจริงๆ สิ่งที่เสนอเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนผ่านให้ดีขึ้น เพราะช่วงเปลี่ยนผ่านเราต้องการลายแทงที่มาจากเสียงของประชาชนว่า หากทำอย่างนี้กติกาจะเป็นที่ยอมรับ จะมีการเปลี่ยนผ่านจากกติกาง่อนแง่นๆ จากที่ยอมรับหรือไม่ยอมรับ ก็จะนำไปสู่กติกาที่เป็นที่ยอมรับได้ สมมติยอมรับว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเอารัฐธรรมนูญที่เคยใช้ แล้วเป็นลักษณะชั่วคราว แล้วช่วงเปลี่ยนผ่านจะมีการช่วยร่างสัญญาประชาคมร่วมกัน โดยไม่ให้มีพี่ใหญ่ ถึงแม้พี่ใหญ่บอกว่าฉันรักชาติมากกว่าเพื่อน แต่ความจริงกระบวนการก็สำคัญในการสร้างความรู้สึกความเป็นเจ้าของ ถึงแม้พี่ใหญ่มีอำนาจและมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่กรุณาฟังเสียงและทำช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง
“การที่บอกว่าผู้ถืออาวุธไปถืออำนาจในนิติบัญญัติบางส่วนแล้ว เป็นหลักประกันประชาธิปไตย ผมยังมองไม่เห็นว่าเป็นหลักประกัน แต่ถ้าเป็นหลักประกันต้องเปลี่ยนความคิดของผู้ถืออาวุธ และเปลี่ยนความคิดของสังคมว่าจริงใจสร้างช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงประชาธิปไตยที่สมบูรณ์”นายโคทม กล่าว
นายนิกร กล่าวว่า การทำประชามติถ้าทำไม่ดีคือเป็นระเบิดดีๆ เพราะถ้ายอมรับเสียงข้างมาก แล้วเสียงข้างน้อยจะทำตาม เช่นในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ยอมให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แม้ยังติดในใจอยู่แต่ก็ยอมเพราะเชื่อว่าแก้ไขได้ แต่เมื่อเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยขึ้นมามีอำนาจในทางการเมือง เขาก็ต้องแก้ตามความเชื่อ จึงเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ดังนั้นประชามติไม่ใช่แค่ผ่านรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากมีการเปิดโอกาสให้มีการถกแถลงในสังคมมากเท่าไหร่อันตรายยิ่งน้อยเท่านั้น แต่ถ้าไม่เปิดโอกาสให้ถกแถลงในสังคมคนที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญก็มีความฝังใจและรอเวลา ถ้าชนะก็รอแก้แค้นเอาคืนก็มีปัญหาไม่รู้จบ รัฐธรรมนูญก็นำไปสู่ความขัดแย้งตามมา แต่ถ้าหากเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น มีคำอธิบายอีกฝ่ายปรากฏขึ้น เมื่อแพ้เขาก็ต้อยอมตาม ก็จะกลายเป็นสร้างวัฒนธรรมให้ดีขึ้นมา
ด้านนายองอาจ กล่าวว่า เมื่อมีการออกเสียงประชามติ ก็ไม่ควรเป็นหน้าที่เฉพาะกกต. ซึ่งกกต.มีหน้าที่จัดให้คณะบุคคลใดมาแสดงความคิดเห็นว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่แน่นอนที่สุดกกต.อาจจะกำหนดกฎเกณฑ์ในการใช้สื่อของรัฐ แต่สื่ออื่นๆทั่วไปกกต.ไม่ควรกำหนดเกณฑ์ ควรเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบได้อย่างเต็มที่ ไม่ควรเน้นเฉพาะเรื่องสื่อ แต่คสช.หรือรัฐบาลควรทบทวนประกาศของคสช.ในเรื่องการห้ามการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมของพรรคการเมือง เพราะการออกเสียงประชามติในเรื่องรัฐธรรมนูญปฏิเสธไม่ได้เป็นเรื่องการเมืองเช่นกัน ถ้ามีประกาศตรงนี้อยู่ไม่ว่า กกต.จัดหรือใครจัดจะสุ่มเสี่ยงผิดตามประกาศ คสช.ด้วยหรือไม่ ขณะที่ในกฎหมายประชามติ ส่วนใดก็ตามที่มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน อยากเรียกร้องให้กกต. กฤษฎีกา สนช.ควรออกมาบอกให้ชัดเจนว่าที่มาคลุมเครือไม่ชัดเจน หราอมีเจตนารมณ์ในการบัญญัติข้อความนั้นไว้อย่างไร
ขณะที่นายสมบัติ กล่าวว่า ประชามติจะได้ผลดีมากถ้าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจมนเรื่องนี้ แต่ถ้าในสังคมที่มีผู้สนใจรัฐธรรมนูญน้อย หรือคนเขียนรัฐธรรมนูญยังไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ประชามติเป็นแค่พิธีกรรม ตรงนี้จะต่างกันมาก เพราะเคยให้สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจว่ามีคนอ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 4 เปอร์เซ็นต์ เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนสนใจ แม้แต่คนที่มีการศึกษาพอสมควรก็ยังไม่สนใจ รวมถึงหากยังอยู่ในบรรยากาศที่สิทธิเสรีภาพถูกจำกัด ก็ยากที่ประชาชนจะมาลงประชามติด้วยความรู้ความเข้าใจ ประชามติเป็นเรื่องพิธีกรรมมากกว่าให้ประชาชนตัดสินใจจริงๆ ดังนั้นหาก คสช. และกกต.ต้องการให้เกิดความเข้าใจ ต้องให้ประชาชนถกแถลงด้วยความรู้ความเข้ามากขึ้น เพื่อให้การลงประชามติไม่เป็นแค่พิธีกรรม แต่ต้องทำให้เปิดกว้าง
ด้านนายพงศ์เทพ กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติจะเป็นเพียงพิธีกรรมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งใจให้ได้ประชามติของประชาชน ถ้าเป็นแค่พิธีกรรมโดยให้กกต.จัดเวที แต่ที่ผ่านมากกต.จัดเวทีหาเสียงของส.ส.ก็ยังไม่มีใครมาฟัง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ อย่างไรก็ตามตนอยากให้หน่วยงานอื่นนอกจาก กกต.จะต้องมีบทบาทสนับสนุน เช่น สถาบันการศึกษาทั้งหลายต้องทำเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่จัดทำเวทีการพูดคุยจำนวนมาก จากนั้นหยิบประเด็นที่มีความเห็นต่าง ว่าประชาชนเห็นอย่างไร เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ได้รับทราบ เพื่อให้ได้ประชามติอย่างแท้จริง ทั้งนี้ กังวลว่าจะเกิดประเด็นแน่นอน หากกรธ.ส่งข้อมูลอะไรไปให้ประชาชนในลักษณะชี้นำ ถ้าส่งข้อมูลชี้นำไปแล้ง แต่ผู้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยเขาควรจะมีสิทธิเสรีภาพหักล้างได้อย่างไร ก็จะโยงไปสู่ในมาตรา 62 วรรค 2 ถ้าใครแสดงความคิดเห็นในผิดไปจากข้อเท็จจริง มีโทษจำคุกสิบปี
“สมมติบอกว่า คุณมีชัยว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง จะถือเป็นการหลอกลวง หรือเป็นการปลุกระดมหรือไม่ แต่ถ้ามีคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับโคตรโกงขึ้นมา มันก็ตีความกันวุ่นวายหมด ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องให้คนอื่นพูดเต็มที่ จะทำให้ประชาชนพิจารณาเองว่าตกลงแล้วเหตุผลของใครดีกว่ากัน”นายพงศ์เทพ กล่าว
พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ที่พบว่าคนอ่านรัฐธรรมนูญมีเเค่ 4 เปอร์เซ็นต์ เราต้องยอมรับว่าคราวที่มีการลงประชามติ คนก็อ่านน้อย ครั้งนี้ก็คงไม่หนีกัน ถ้าคราวนี้ไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจจริง ก็จะเข้าวัฏจักรเดิมๆ แต่วันนี้ประชาธิปไตยของเราเป็นลักษณะข้างบนสั่งลงไปถึงจะมีเสียงออกมา จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจแล้วมาเลือกก็จะเกิดวิกฤติอีก อย่าลืมว่าบ้านเมืองยังเป็นฝักเป็นฝ่าย ถ้าไม่ทำให้หลายฝักหลายฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งได้ ก็จะทำให้แตกแยกความคิด โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองต้องมีเข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนและสอดคล้องกัน ไม่เช่นนั้นถึงช่วงการลงประชามติจะกลายเป็นเรื่องเอากับไม่เอา สุดท้ายใจคนจะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย เพราะสิ่งหนึ่งที่ คสช.ยังไม่ได้ทำเลยคือให้ทำคนที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายรวมเป็นฝ่ายเดียวกัน




