เปิดรายละเอียด7หมวดในร่างรธน. พบเติมเนื้อหา

เปิดรายละเอียด7หมวดในร่างรธน. พบเติมเนื้อหาที่ลงลึกถึงทัศนคติ-จิตใจของปชช.-จนท.รัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหลังจากที่กรธ. พิจารณาทบทวนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราแล้วเสร็จทั้งฉบับ ได้แจกเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ใน 7 หมวด ได้แก่ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย, หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย, หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ, หมวด 6 แนวนโนบายแห่งรัฐ และหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ
สำหรับสาระที่สำคัญซึ่งได้ปรับปรุงจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความเห็นของภาคส่วนต่างๆ มีรายละเอียดได้แก่ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มีเนื้อหาที่เพิ่มเติมคือ มาตรา 25 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ได้เพิ่มการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามเจตนรมณ์ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่มีการตรากฎหมายใช้บังคับ สำหรับบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพสามารถยกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ รวมถึงกำหนดให้บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำผิดทางอาญาของบุคคลอื่น มีสิทธิได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐที่กฎหมายกำหนด, มาตรา 27 ว่าด้วยความเสมอภาคของบุคคล กรธ. ได้ปรับเนื้อหาโดยนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 30 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติมาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่, มาตรา 41 ว่าด้วยสิทธิของบุคคลและชุมชนต่อข้อการข้อมูลข่าวสารของรัฐที่เป็นสาธารณะ, เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และฟ้องร้องหน่วยงานรัฐให้รับผิดต่อการกระทำหรือละเว้นการกระทำของข้าราชการ
มาตา 43 ว่าด้วยสิทธิของบุคคลและชุมชนที่มีส่วนร่วมต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดการ บำรุง ต่อทรัพยากร ขณะที่ได้บัญญัติให้สิทธิรวมตัวเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐการดำเนินการใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน หรือการมีส่วนร่วมของรัฐ พร้อมกำหนดให้ให้สิทธิชุมชนจัดระบบสวัสดิการชุมชนได้, มาตรา 46 ว่าด้วยสิทธิของผู้บริโภคที่กำหนดให้ได้รับความคุ้มครอง รวมถึงกำหนดให้สิทธิจัดตั้งองค์กรของผู้บริโคที่เป็นอิสระได้, มาตรา 47 ว่าด้วยสิทธิของบุคคลต่อการรับบริการสาธารณสุข ที่กำหนดสิทธิของบุคคลผู้ยากไร้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเข้ารับบริการสาธารณุขของรัฐ รวมถึงบุคคลมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโครติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไมเสียค่าใช้จ่าย และ มาตรา 48 ได้บัญญัติเพิ่มใหม่ กำหนดสิทธิของมารดาในระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรที่ต้องได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่นเดียวกับคนที่อายุเกิน 60 ปีซึ่งไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลยากไร้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมะสมจากรัฐ
หมวด 4 หน้าที่ขอปวงชนชาวไทย กรธ. ได้คงเนื้อหาตามบทบัญญัติเดิม, หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มีเนื้อหาที่ปรับใหม่ ได้แก่ มาตรา 51 ว่าด้วยการรรับรองการเรียกร้องจากประชาชนให้รัฐเร่งดำเนินการตามหน้าที่ของรัฐตามที่กำหนดไว้ หากเป็นการกระทำทีเกิดกับประชาชนโดยตรง, มาตรา 52 ได้เขียนเพิ่มเติมให้รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศด้วย, มาตรา 54 กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาให้เด็ก โดยเขียนระยะเวลา 12 ปีไว้ในเนื้อหาพร้อมเขียนเงื่อนไขให้รัฐต้องพัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนเพื่อให้มีร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้สมกับวัย โดยรัฐต้องสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามความถนัดด้วย ทั้งนี้กำหนดให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, มาตรา 56 ว่าด้วยสาธารณูปโภค ได้เพิ่มเติมเงื่อนไขให้รัฐต้องจัดโครงข่ายพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งนี้กำหนดห้ามให้รัฐดำเนินการใดๆ เพื่อให้กรรมสิทธิของโครงสร้างหรือโครงข่ายดังกล่าวตกเป็นของเอกชนเกินร้อยละ 51 ไม่ได้
มาตรา 58 กำหนดเพิ่มเติมให้รัฐต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชนก่อนการดำเนินการโครงการของรัฐ ทั้งนี้ได้เขียนให้การดำเนินงานของรัฐดังกล่าวต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงต้องให้รัฐเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วย, มาตรา 61 วาด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เขียนเนื้อหาให้รัฐต้องพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค ในด้านข้อมูล ข้อเท็จจริงและความปลอดภัย รวมถึงความเป็นธรรมด้านการทำสัญญาเพื่อประโยชน์กับผู้บริโภค, มาตรา 62 เขียนให้รัฐต้องจัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม ทั้งนี้ให้รัฐทำกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ และมาตรา 63 เขียนให้รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี่เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ รายละเอียดที่ปรับปรุงคือการตัดถ้อยคำออก อาทิ มาตรา 64 ว่าด้วยข้อกำหนดให้รัฐต้องดำเนินตามที่บัญญัติ โดยได้คำที่ว่าด้วย “ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องร้องรัฐ” ออก , มาตรา 68 ว่าด้วยการจัดระบบบริหารในงานยุติธรรม ได้ตัดประเด็นที่ว่าด้วยการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา ออก ทั้งนี้มีรายละเอียดที่ปรับเพิ่มเติมด้วย อาทิ มาตรา 71 เพิ่มเติมให้รัฐส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและมีความสามารถสูงขึ้น รวมถึงกำหนดให้จัดสรรงบประมาณที่คำนึงถึงความจำเป็น ความแตกต่างของเพศ วัย และสภาพของบุคคลเพื่อความเป็นธรรม, มาตรา 73 เพิ่มเติมให้รัฐจัดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม, มาตรา 76 ว่าด้วยการพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ในส่วนกลาง , ภูมิภาค, ท้องถิ่น และเขียนหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานของรัฐต้องร่วมมือและช่วยปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน บริการสาธารณะ และการจ่ายเงินงบประมาณเกิดประโยชน์กับประชาชน ขณะเดียวกันต้องพัฒนาเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติที่เป็นผู้ให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ, มาตรา 77 ว่าด้วยแนวทางให้รัฐปฏิรูปกฎหมาย โดยกำหนดให้รัฐต้องรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ และมาตรา 78 เพิ่มเติมขึ้นใหม่ ให้รัฐส่งเสริมประชาชนให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศทุกด้า รวมถึงต้องมีส่วนร่วมต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐ ต่อต้านทุจริต และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และบรรดาการอื่นๆ ที่อาจมีผลประทบต่อประชาชนและชุมชน
ขณะที่หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ที่ได้เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด มีสาระให้การปฏิรูปทั้ง 7 ด้านเป็นอย่างน้อย ซึ่งประกอบด้วย 1.ด้านการเมือง กำหนดแนวทางให้ประชาชนมีความรู้ เข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมทางการเมือง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ยอมรับความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง และใช้สิทธิเลือกตั้งโดยอิสระ ปราศจากการครอบงำ ขณะที่พรรคการเมืองต้องพัฒนาให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน รวมถึงให้การดำเนินงานของพรรคต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันต้องให้พรรคการเมืองมีความรับผิชดอบต่อนโยบาย, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และรับผิดชอบต่อประชาชน รวมถึงให้มีกลไกการแก้ความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี, 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดให้บูรณาการฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ, เน้นการจัดทำบริการสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน, พัฒนาโครงสร้างและระบบบริหารงานรัฐและแผนกำลังคนภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงต้องพัฒนาการบริหารงานบุคคลให้กล้าตัดสินใจทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ขณะเดียวกันต้องมีกลไกคุ้มครองบุคลากรภาครัฐต่อการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา
3.ด้านกฎหมาย ให้ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักการสากล พร้อมปฏิรูปการเรียน การสอน การศึกษาอบรมวิชากฎหมายเพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ให้เป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย, 4. ด้านกระบวนการยุติธรรม สร้างกลไกให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมถึงปรับปรุงระบบสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ รวมถึงพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรในกระบวนการยุติธรรมให้มุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนที่สะดวก รวดเร็ว ในส่วนของข้าราชการตำรวจ กำหนดให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ และสร้างหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้ายและพิจารณาบำเหน็จตามระบบคุณธรรม ทั้งนี้ได้กำหนดให้การปฏิรูปตำรวจต้องดำเนินการภายใต้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งจาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่หากไม่แล้วเสร็จให้ใช้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโส , 5.ด้านการศึกษา ให้จัดตั้งกองทุนสำหรับผู้ยากไร้ และจัดให้มีกลไกและระบบผลิต คัดกรองและพัฒนาครูและอาจรย์ให้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ขณะที่การจัดการเรียนการสอนต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามความถนัด ทั้งนี้กำหนดให้การปฏิรูปการศึกษาต้องมีคณะกรรมการอิสระที่ครม.แต่งตั้งเพื่อดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้
6.ด้านเศรษฐกิจ กำหนดให้มีกลไกส่งเสริมและสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ปรับปรุงระบบภาษีอากรให้เป็นธรรม ขณะที่ระบบสหกรณ์ต้องส่งเสริมและให้ผู้ประกอบการแต่ละขนาดให้มีความสามารถในการแข่งขันที่เหมาะสม และ 7.ด้านอื่นๆ กำหนดให้ปฏิรูปเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน, ให้กระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและตรวจสอบการถือครองที่ดินทั้งประเทศ, จัดระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับสิทธิและประโยชน์ รวมถึงสามารถเข้าถึงได้อย่างมีคุณภาพและสะดวกทัดเทียม และ ให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งนี้ในหมวดปฏิรูปดังกล่าว กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิรูปตามที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขให้การปฏิรูปต้องเริ่มดำเนินงานได้ภายใน 1 ปีนับจากวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ทั้งนี้การทำแผนดังกล่าวต้องเขียนเป้าหมายว่าภายใน 5 ปีผลสัมฤทธิ์แต่ละด้านจะเป็นอย่างไร







