เปิดสูตรลับบริหาร Gen Z ฉบับหัวหน้ายุคใหม่ จาก ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

เปิดสูตรลับบริหาร Gen Z ฉบับหัวหน้ายุคใหม่ จาก ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

เจ้าของเพจชื่อดัง ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ เผยเคล็ดลับการสื่อสารและบริหารคนรุ่น Gen Z ที่เปี่ยมไปด้วยแพสชัน โหยหาความหมายของชีวิต นำไปสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาองค์กร

KEY

POINTS

  • หัวหน้าต้องเข้าใจ "รหัสลับ" ในการสื่อสารของ Gen Z เช่น ความหมายที่ซ่อนอยู่ในการใช้ "555" หรือการใช้ Emoji เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและลดความเข้าใจผิด
  • Gen Z ขับเคลื่อนด้วยงานที่มี "เป้าหมาย" (Purpose) ที่ชัดเจนและมีความหมาย มากกว่าแค่ตัวเลขยอดขายหรือ KPI
  • ผู้นำยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้สร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Space) เพื่อท้าทายให้ Gen Z กล้าลองทำสิ่งใหม่ และพร้อมเป็นที่พึ่งพิงเมื่อพวกเขาล้มเหลว
  • คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ "ตัวตน" (Identity) ผู้นำจึงควรสนับสนุนให้พวกเขาได้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ แทนที่จะยอมรับข้ออ้างจากสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่ถนัด

การทำงานในยุคที่ Gen Z เริ่มกลายเป็นกำลังแรงงานหลักในออฟฟิศไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล หากผู้นำสามารถก้าวข้ามกำแพงแห่งวัย แล้วหันมาทำความเข้าใจ "รหัสลับ" และ "ตัวตน" ที่แท้จริงของพวกเขา "ชญาน์ทัต วงศ์มณี" เพื่อนทางใจวัยทำงานเจ้าของเพจดัง "ท้อฟฟี่ แบรดชอว์" และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Peeti PR ได้แชร์ประสบการณ์บนเวที Top 50 Companies in Thailand 2026 ไว้อย่างน่าสนใจ

ในฐานะที่เขาเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีพนักงาน Gen Z ถึง 60% เขาพบว่าความ "เร้าใจ" ของคนรุ่นนี้ คือ ขุมพลังชั้นยอดที่รอการเจียระไนผ่านความเข้าใจในรายละเอียดที่ซ่อนอยู่

วัฒนธรรมการสื่อสารกับ Gen Z  "รายละเอียด" คือคีย์หลัก 

ก่อนจะลงลึกถึงกลยุทธ์การบริหาร สิ่งแรกที่คนเป็นหัวหน้าต้องปรับจูนคือ "ช่องทางการสื่อสาร" เพราะสำหรับ Gen Z แล้ว ภาษาไม่ใช่แค่ถ้อยคำ แต่คือการแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด หากหัวหน้ามองข้ามรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ไป อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ในทีมโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในโลกการสื่อสารผ่านตัวอักษรที่คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ให้ข้อสังเกตไว้ 2-3 ข้ออย่างน่าสนใจ

1. ภาษาแฟนดอม (Fandom Culture):

หากสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่าคนรุ่นนี้สามารถจำชื่อจริง รายละเอียด หรือตารางงานของศิลปินที่เขา "ติ่ง" ได้แม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อ สิ่งนี้พิสูจน์ว่า Gen Z ไม่ใช่คนสมาธิสั้น หรือโฟกัสอะไรไม่ได้นาน แต่ในทางตรงกันข้าม เขาจะให้ความสำคัญและจดจำรายละเอียดได้ดีเยี่ยมกับสิ่งที่เขามีใจรักและเห็นคุณค่า

2. รหัสลับ 555 และการหัวเราะที่มีเลเยอร์

แม้แต่การพิมพ์หัวเราะก็สะท้อนถึงระดับความจริงใจ ถ้าพิมพ์แค่ "55" อาจหมายถึงการขำตามมารยาทหรือขำแห้งๆ แต่หากเป็นเรื่องที่ตลกจริงๆ จำนวนเลข 555555555 จะยาวเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งการพิมพ์ผิดเป็น "5454545656" สิ่งนี้ก็สื่อความหมายอีกแบบว่าขำจนมือสั่นมือปลิ้นจนพิมพ์ผิด สิ่งเหล่านี้คือความสุนทรีย์และรายละเอียดทางอารมณ์ที่คนทำงานรุ่นใหม่ใช้สื่อสารกัน

3. ความน่ากลัวของ "ครับ." การโต้ตอบสั้นห้วนเกินไป

ในโลกการสื่อสารของ Gen Z เครื่องหมายฟูลสตอป (.) หลังคำว่า "ครับ" หรือการตอบ "OK" สั้นๆ โดยไม่มี Emoji ต่อท้าย อาจถูกตีความได้ว่าเป็นสัญญาณอันตรายว่าหัวหน้ากำลังโกรธหรือมีความไม่พอใจซ่อนอยู่ การเติม Emoji หน้ายิ้มหรือสติกเกอร์เพียงเล็กน้อย จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเครื่องมือช่วย "ซอฟต์" ประโยคและสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยในการทำงานร่วมกัน

เมื่อเราเริ่มเข้าใจรหัสลับผ่านการสื่อสารแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเจาะลึกลงไปในระดับจิตวิญญาณการทำงาน เพื่อค้นหาว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงซึ่งจะเปลี่ยนให้คนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนเปราะบาง กลายเป็นเครื่องจักรไฟแรงสูงที่พร้อมจะพุ่งชนทุกเป้าหมายขององค์กร

เจาะลึก 3 อินไซต์เปลี่ยน Gen Z ให้เป็นพลังไฟแรงสูง

การจะดึงศักยภาพสูงสุดของ Gen Z ออกมานั้น หัวหน้าต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ โดยต้องเข้าใจอินไซต์สำคัญ 3 ประการที่จะช่วยให้พวกเขาเปล่งประกายได้อย่างเต็มที่

1. การโหยหา "Why" และเป้าหมายที่เหนือกว่ายอดขาย

Gen Z ไม่ได้ไม่อดทนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่พวกเขาแค่ "ไม่อยากเสียเวลาชีวิตไปกับงานที่ไม่มีความหมาย" องค์กรที่มีเป้าหมาย (Purpose) ชัดเจนจึงมีชัยไปกว่าครึ่ง

"Gen Z ไม่ได้ไม่มีความอดทนนะครับ แต่เขาแค่ไม่อยากเสียเวลาชีวิตไปกับงานที่ไม่มีความหมาย ยิ่งองค์กรของเรามี Purpose ที่ชัดเจน เราจะดึงดูดคนที่มีค่าชัดเจนได้มากขึ้น" ชญาน์ทัต ย้ำ

หัวหน้าควรเปลี่ยน KPI เป็นบทสนทนาที่มีความหมาย แทนที่จะคุยแค่เรื่องตัวเลข ลองเปลี่ยนมาคุยกับพนักงานคนรุ่นใหม่ว่า "งานชิ้นนี้ทำให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์อย่างไร" และผลลัพธ์ของมันช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้แก่โลกอย่างไร สิ่งนี้จะสร้างความภาคภูมิใจและแรงกระตุ้นมหาศาล

ชญาน์ทัต ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ที่ Peeti PR จะให้พนักงาน Gen Z มีส่วนร่วมใน Corporate Plan ตั้งแต่ต้น เพื่อให้พวกเขาเขารู้สึกว่าเป้าหมายของบริษัทไม่ใช่คำสั่งจากเบื้องบน แต่เป็นภารกิจที่เขาช่วยสร้างมากับมือ

2. กลัวเสีย "ตัวตน" (Identity) มากกว่าเสียหน้า

คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจตัวเองสูงมาก (เช่น การใช้บททดสอบบุคลิกภาพ MBTI เพื่อหาว่าตนเองเป็นแบบไหน) จนบางครั้งอาจใช้เป็นเกราะป้องกันตนเองเพื่อเลี่ยงงานที่กังวล เช่น การบอกว่าเป็น Introvert เพื่อเลี่ยงการนำเสนองาน ไม่ถนัดพูดต่อหน้าคนเยอะๆ 

หน้าที่ของผู้นำทีมคือการ Challenge อย่างเข้าใจ หัวหน้าต้องไม่ยอมรับข้ออ้าง แต่ต้องสนับสนุนและท้าทายให้เขาลองทำสิ่งที่ "ไม่ถนัด" บนพื้นที่ที่ปลอดภัย (Safe Space) เพื่อให้เขาได้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ของตัวเองที่เขาก็อาจไม่เคยรู้มาก่อน

3. Gen Z อยากสำเร็จไว แต่บางครั้งยอมแพ้เร็ว

อิทธิพลจากโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยภาพความสำเร็จร้อยล้าน ทำให้พนักงานรุ่น Gen Z กดดันที่ต้องเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทั้งแรงผลักดันและความเสี่ยงต่อสภาวะจิตใจ บางครั้งทำให้หมดไฟและยอมแพ้เร็วเกินไป 

ทางออกเรื่องนี้ ผู้นำองค์กรควรคุยเรื่องผลประโยชน์อย่างตรงไปตรงมา พวกเขามักจะมีคำถามที่ชัดเจนว่า "ต้องทำงานแค่ไหน แล้วจะได้อะไร" แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ยอมแพ้เร็วเมื่อเจอแรงกดดัน ดังนั้น หากสื่อสารกันตรงๆ ได้ นี่จะเป็นสัญญาณที่ดีของการคุยกันอย่างโปร่งใส 

"ผมว่าผู้นำยุคใหม่ต้องพร้อมเปิดประตูรับฟังแม้ในวันที่ลูกน้องเดินมาร้องไห้ โดยไม่มองว่านั่นคือความอ่อนแอ แต่เป็นโอกาสที่หัวหน้าจะช่วย Debug และนำทางเขาในวันที่แย่ๆ เพื่อให้ระบบของเขากลับมาประมวลผลได้ดีกว่าเดิม" เขาอธิบาย

บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของการเชื่อใจในพลังคนรุ่นใหม่ คือการนำแบรนด์ระดับโลกอย่าง Wingstop เข้ามาในไทย คุณท้อฟฟี่เลือกที่จะไม่ทำตามคู่มือสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แต่ใช้วิธีจัด Workshop ร่วมกับนักศึกษา Gen Z กว่า 100 คน เพื่อให้พวกเขาคิดไอเดียเปิดตัวแบรนด์ในแบบที่คนรุ่นเดียวกันอยากเห็น ผลลัพธ์คือความสำเร็จอย่างล้นหลาม มีคนต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่วันแรก เพราะพลังจากคนรุ่นใหม่นั้นมีพลานุภาพมหาศาลหากเราให้โอกาสพวกเขาได้ลงมือทำจริงๆ

แนะผู้นำองค์กรยุคใหม่ มอง Gen Z ด้วยสายตาแห่งความหวัง

เจ้าของเพจ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ บอกอีกว่า ผู้บริหารหลายๆ คนอาจรู้สึกว่า Gen Z เป็นรุ่นที่น่าปวดหัว แต่จริงๆ แล้วคนรุ่นนี้ทำให้เราเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้น จากการเรียนรู้จากพวกเขา นอกจากนี้เขายังทิ้งท้ายด้วยคำสอนจาก "พี่ซุป (ซูเปอร์จิ๋ว)" ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารคนของเขาว่า

"ทุกครั้งที่เรามองไปในตาของเด็ก ให้มองเห็น 'ความหวังของประเทศ' เมื่อเรามองเขาด้วยสายตาแห่งความหวัง เราจะอยากเรียนรู้จากเขา อยากเข้าใจเขา และอยากเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นเพื่อเขา และเมื่อเขารู้สึกถึงสิ่งนั้น เขาจะมองกลับมาที่หัวหน้าเป็นความหวังของเขาเช่นกัน"

การบริหารคน Gen Z จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคการจัดการ แต่มันคือการเป็น "ผู้ดูแลระบบ (System Admin) ที่เปิดประตู Safe Mode ไว้ตลอดเวลา" คุณไม่ใช่แค่คนสั่งการ แต่เป็นคนที่ต้องเตรียมซอฟต์แวร์แห่งความหมาย ไว้ให้เขาใช้งาน และพร้อมที่จะช่วยเหลือเมื่อระบบของเขาเผชิญหน้ากับความล้มเหลว เพื่อให้ขุมพลังไฟแรงสูงกลุ่มนี้ได้เติบโตและกลายเป็นความหวังที่แท้จริงขององค์กรในอนาคต

วันนี้หากคุณอยู่ในฐานะผู้นำองค์กร คุณพร้อมหรือยังที่จะวาง "ตำราเล่มเก่า" แล้วหันมาเปิดประตูรับความหวังใหม่ๆ จากพนักงานรุ่น Gen Z ?!