วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปริญญา' ชี้ระบบเลือกตั้ง 'มีชัย' เอื้อพรรคขนาดกลาง

"ปริญญา" ชี้ ระบบเลือกตั้ง "มีชัย" เอื้อประโยชน์พรรคขนาดกลาง พรรคใหญ่ส่อแววคะแนนลด พรรคเล็กเสียเปรียบอื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) สมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง (สพต.) ได้จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “รัฐธรรมนูญใหม่กับการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง” โดย นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ระบบเลือกตั้งแบบปันส่วนผสม พรรคขนาดใหญ่คะแนนลดลง พรรคขนาดกลางจะได้มากขึ้น แต่พรรคขนาดเล็กต้องส่งผู้สมัครทุกเขตเลือกตั้ง เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่ได้คะแนนมาคำนวนส.ส.ที่พึงได้ จึงถือว่าเสียเปรียบมาก เหมือนเป็นการบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครทุกเขต ซึ่งผู้สมัครบางคนเป็นผู้สมัครที่ไม่ได้หวังชนะเลือกตั้ง แต่พรรคก็ต้องส่งเพื่อให้ได้คะแนนมาคำนวนจำนวนส.ส.ที่พรรคควรได้ นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด และแม้ว่าจะยังมีเวลาที่จะปรับแก้อยู่ แต่เชื่อว่ากรธ.จะไม่ปรับแก้ในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ที่กรธ.ให้เหตุผลว่า เพื่อให้เลือกง่าย แต่ตนคิดว่ายิ่งจะเป็นปัญหาทำให้ประชาชนสับสน เพราะประชาชนคุ้นเคยกับการใช้กาบัตรสองใบมาพอสมควร อีกทั้งมีปัญหาว่าถึงเวลาเลือกตั้ง ประชาชนชอบส.ส.จากพรรคหนึ่ง แต่ไม่อยากเลือกนายกฯที่อีกพรรคหนึ่งเสนอมา จะทำอย่างไร สิทธินี้ของประชาชนหายไปจะทำอย่างไร

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ในเรื่องสิทธิเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.บอกว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพแม้ไม่ได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในความเป็นจริงแล้วร่างของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ทำลายระบบประกันสิทธิเสรีภาพที่มีการพัฒนาให้มีความทันสมัยเรื่อยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 40 ลงอย่างสิ้นเชิง มีการเพิ่มเรื่องของความมั่นคงเข้าไป ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนใส่คำพวกนี้ลงไปเพื่อจำกัดสิทธิของประชาชน และสามารถจำกัดสิทธิของประชาชนได้หากมีเหตุผล ส่วนที่มาส.ว.นั้น เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ต้องคิดก่อนว่าจะมีส.ว.เพื่อให้มาทำอะไร ที่คสช.ให้เหตุผลว่าต้องการให้ส.ว.มาขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปประเทศ แล้วเสนอที่มาของส.ว.ให้กรธ.พิจารณาจนเป็นที่มาของส.ว.ตามบทเฉพาะกาล ส่วนตัวก็เห็นว่าดี ไม่ต้องมาเหนียมกัน เป็นการขอกันตรงๆ ซึ่งก็ดีกว่าการไปมีคปป. แต่เป็นห่วงเรื่องอำนาจถ้าจะให้มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจด้วย แต่เชื่อว่าคงไม่มี อย่างไรก็ตามพัฒนาการของส.ว.ทั่วโลกเริ่มต้นจากการสรรหา สู่การมาจากการเลือกตั้ง แต่ของประเทศไทยนั้นย้อนยุคกลับไป การได้ส.ว.ตามบทเฉพาะกาลเรียกได้ว่านี่คือ “สภาขุนนาง”

“อย่าลืมว่า ความชอบธรรมของคสช.ในการเข้ามามีอยู่เพียงประการเดียว คือเพราะความชอบธรรมของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งต่ำ ซึ่งพวกเราจะต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลง และคนที่คิดว่าคสช.จะเข้ามาอย่างสั้นๆ ขอพูดด้วยความเคารพว่า ถ้าเขียนให้คสช.เป็นผู้แต่งตั้งส.ว. คสช.จะกลายเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง เพราะคสช.จะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และดูเหมือนเข้ามาเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตนเสียเอง” นายปริญญา กล่าว

เมื่อถามว่า คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า เท่าที่ฟังจากการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เหมือนมีการคุยกันแล้ว อย่าลืมว่าคสช.มีไพ่อีกใบหนึ่งคือ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็สามารถนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้ขึ้นมาใช้ ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นคงต้องรอดูคำถามพ่วงของสนช.ว่าตัวคำถามจะสามารถจูงใจให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านหรือไม่ด้วย แต่ทั้งนี้เชื่อว่า คสช.จะเลือกทางที่มีผลให้คนมาลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการไม่รับจะเกิดปัญหามากกว่า  

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองสปท. กล่าวว่า รูปแบบของวิธีการเลือกตั้งนั้นมีหลายรูปแบบ แต่เมื่อนำวิธีการนับคะแนนมาเปรียบเทียบกันทำให้เป็นปัญหา และเกิดคำถามเยอะว่าวิธีการต่างๆ ใครได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ ช่วยพรรคใดหรือไม่อย่างไร ขณะนี้ประเทศต้องการความปรองดอง แต่หากเราเอาผลคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 3 ก.ค. 54 มาคำนวนด้วยรูปแบบการเลือกตั้งของนายมีชัย พรรคเพื่อไทยจะได้ส.ส.ลดลงมาก เขาคงไม่พอใจ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ลดลงเล็กน้อย ก็อาจจะพอใจบ้าง ส่วนพรรคขนาดกลางจะพอใจมากจากการใช้บัตรใบเดียว แต่ถ้าดูภาพรวมแล้ว ผลที่ออกมาแบบนี้คือความขัดแย้งแตกแยก ก่อนหน้านี้ กรธ.การเมือง ได้มีข้อเสนอไปยังกรธ.ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของคสช. เรื่องให้ใช้บัตร 2 ใบ และเป็นเขตใหญ่เรียงคะแนน คือ เขตมีส.ส.ได้ 3 คน แต่ประชาชนกาได้เพียงคนเดียว ซึ่งคสช.เสนอเช่นนี้ ก็คงคิดเหมือน กรธ.ว่า วิธีนี้จะทำให้ประชาชนสามารถเลือกตัวแทนของกลุ่มอาชีพตนเองในพื้นที่ได้ ทำให้ได้ส.ส.ที่มีความหลากหลาย และหากคิดมุมดี จะทำให้เกิดความปรองดอง เช่น ในภาคอีสานที่พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะได้ผู้แทนบ้าง ส่วนภาคใต้ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของพื้นที่ พรรคเพื่อไทยก็จะได้ผู้แทนบ้าง

นายเสรี กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีส.ว. เราก็มีมาหลายแบบแล้ว อยู่ที่ว่าเราต้องการอะไร ในสถานการณ์ปัจจุบันคสช.ต้องการใช้ส.ว.เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการแก้ไขปัญหาประเทศ บอกแบบนี้ก็ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบบนี้ตนว่าดีกว่าตั้งคปป.ขึ้นมา แล้วเอาอำนาจไปสอดแทรก แต่เอากันตรงๆแบบนี้เลย

“ถามว่าจะมีส.ว.แบบนี้จะว่าอย่างไร ตอนนี้เราต้องการได้ส.ว.มาช่วยงาน ก็ต้องดูว่างานนั้นคืออะไร เป็นแบบไหน ซึ่งก็อยู่ที่เราจะออกแบบว่าจะให้ส.ว.ทำหน้าที่อะไร ไม่มีอะไรถูกอะไรผิดหรอก แต่อยู่ที่ว่าเราต้องการอะไร เรื่องส.ว. 5 ปีนั้น เป็นระยะเวลาที่เขากำหนดไว้ ก็ดูว่าภารกิจจะแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าพรรคการเมืองคุยกันรู้เรื่อง ไม่เอาประชาชนมาสู้กัน ทุกอย่างสงบเรียบร้อย ถ้าตกลงกันได้ก็ไม่จำเป็นต้องไปสร้างอะไรมาก แต่ก็อยู่ที่ว่าเราจะตกลงกันได้ไหม” นายเสรี กล่าว

นายเสรี กล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องการปรองดองกมธ.ก็ทำอยู่ สิ่งที่เรากำลังดำเนินการเสนอข้อกฎหมาย ว่าคดีความที่มีอยู่จะดำเนินการอย่างไร แต่จะไม่ใช่กฎหมายนิรโทษกรรม อย่างไรก็ตาม ทุกๆด้านอย่าไปทำนาน อย่าไปคิดถึง 5 ปี 10 ปี แต่ให้ดูว่าการปฏิรูปที่จะทำนั้นเกิดขึ้นจริงๆหรือไม่

ทั้งนี้ นายเสรี ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอความเห็นคำถามพ่วงการประชามติของกมธ.การเมือง ว่า เบื้องต้นในชั้นกมธ.ได้มีการหารือกันแล้วเห็นว่าในส่วนของ สปท.นั้น ควรจะเสนอเป็นความเห็นเพื่อแก้ปัญหาประเทศ ทั้งทางด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การขับเคลื่อนการปฏิรูป และยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อ มากกว่าการเป็นคำถามโดยตรง เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวล่าสุด ได้ให้อำนาจ สนช. เป็นผู้เสนอคำถาม ส่วน สปท. จะเป็นเพียงผู้เสนอความเห็น เพื่อให้ สนช. พิจารณาเท่านั้น