สตม.สั่งคุมเข้มเพิ่มมาตรการตรวจคัดกรองบุคคลเข้าออก สนามบินนานาชาติทุกแห่ง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ผบช.สตม.) กล่าวถึงมาตรการคุมเข้มการเดินทางเข้าออกสนามบินนานาชาติว่า หลังเกิดเหตุระเบิด 2 จุดบริเวณสนามบินและรถไฟฟ้าใต้ดิน กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยมทำให้ผู้เสียชีวิต 34 คนบาดเจ็บอีกกว่า 170 คน สตม.ได้มีวิทยุด่วนกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศโดยเฉพาะสนามบินนานาชาติต่างๆ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองตัวบุคคล เอกสาร บันทึกข้อมูล ทั้งการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่พิรุธทั้งจากประเทศเป้าหมาย รวมทั้งสั่งการฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบตรวจตราภายในบริเวณสนามบินนานาชาติทั้ง 6 แห่งคือ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และเชียงราย
พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่อว่า สตม.ได้ประสานทางการเบลเยียมและตำรวจเบลเยียมประจำประเทศไทย ขอรายละเอียดข้อมูลการก่อวินาศกรรมของคนร้ายที่เกิดขึ้นรวมทั้งข้อมูลผู้ต้องสงสัยและประวัติการเดินทางเข้าออกว่า เคยเข้าออกไทยหรือไม่ กี่ครั้ง โดยจะนำบรรจุรายชื่อคนร้ายไว้ในฐานข้อมูล บุคคลต้องห้ามของ สตม. นอกจากนี้มีคำสั่งห้ามต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักรไทยด้วยพร้อมเข้มงวดตรวจตราตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมาและระดมกวาดล้างชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยเกินที่กฎหมายกำหนด(over stay) ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ลงนามในพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 และมีผลบังคับใช้ 90 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่20 มี.ค.
“ จากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวปรากฏว่า ในเดือน ตุลาคม2558 มีชาวต่างชาติที่อยู่ over stay จำนวนกว่า 810,522 คน หลังจากที่มีมาตรการเชิงลึกและมาตรการทางปกครองออกมา มีการกวาดล้างทุกเดือน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติรับรู้มาตรการต่างๆ ที่บังคับใช้เพื่อสื่อสารโดยตรง ทำให้ชาวต่างชาติที่อยู่เกินระยะเวลามารายงานตัวและทยอยเดินทางออก จะเห็นว่าวันที่ 19-20 มีนาคม ก่อนจะมีผลบังคับใช้เหลือแค่ 468,947 คน ลดลงไปถึง 323,575 คน คิดเป็น 39.92 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ดำเนินการคาดว่า ยอดผู้ที่อยู่เกินกำหนดนับล้านคนแล้ว ” ผบช.สตม.กล่าวและว่า
ตั้งแต่เดือน ตุลาคม มีทั้งจับกุมและทยอยมารายงานตัวมาด้วยความสมัครใจต่อเนื่อง หากไม่มารายงานตัวจะต้องถูกปรับสูงสุด 2 หมื่นบาทคือ ไม่ว่าจะอยู่เกิน 40 วัน 1 หรือปี 2 ปีเสียเท่ากันหมด ตรงนี้เป็นจุดอ่อนจึงต้องเพิ่มมาตรการทางการปกครองขึ้น ส่วนยอดค่าปรับที่เปรียบเทียบปรับแต่ละเดือนมียอดสูงขึ้นเรื่อยๆ เดือนตุลาคม 2558 ปรับทั้งหมด 3.8 ล้านบาท เดือนพฤศจิกายน 41.3 ล้านบาท เดือนธันวาคม 46.8 ล้านบาท ทันทีที่ประกาศยอดของเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นมา 53.1ล้าน ส่วนเดือนมีนาคมของปีนี้ปรับไปแล้ว 47 ล้านบาท
พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่อว่า กลุ่มประเทศส่วนใหญ่เข้ามาเป็นการเข้ามาเพื่อพักรอ และลักลอบทำงาน หลบหนีคดีบ้าง หรือตั้งแกงค์ก่อเหตุอาชญากรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ผิดกฎหมายทั้งนั้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือ แถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปาสีสถาน ศรีลังกา อีกกลุ่มหนึ่งทวีปแอฟริกา ชนผิวสี ไนจีเรีย แคเมอรูน รวมถึงกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซีเรีย อิรัก ลดลง 50-60%




