กทม.เจราจาผู้ค้าปากคลองตลาดสำเร็จ ขีดเส้นขายกลางวันถึง 31 มี.ค.นี้ กลางคืนยอมให้ขายถึง 30 มิ.ย.59
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พร้อมนายวัลลภ สุวรรณดี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองปลัดกทม. ร่วมประชุมตัวแทน ผู้ค้าปากคลองตลาดจำนวน 15 คน ครั้งที่ 3 เพื่อหารือเรื่องสถานที่รองรับการขายแห่งใหม่ โดยพล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า วันนี้น่าจะคุยกันเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อหาข้อยุติไม่ให้ยืดเยื้อต่อไป หลังจากหาทางออกมาหลายๆทาง ก็เหมือนลิเกโรงหนึ่งเมื่อออกมาแล้วท้ายที่สุดก็ต้องมีวันเลิกลา จึงขอให้เห็นใจพวกตนบ้าง ถ้าเข้าใจกันก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่เข้าใจก็มีการเกลียดชังกันด้วยซ้ำ จะให้ตนไหว้ตนก็ยอม เพราะสิ่งที่ทำจะฝืนความรู้สึกส่วนตัวด้วยซ้ำ แต่อยากให้รู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว จะ 1 เปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่มี แต่ทำเพื่อส่วนรวมของประเทศ เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายของตน แต่เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี เป็นนโยบายของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. และเป็นนโยบายของสังคมส่วนรวมด้วย
“ส่วนเรื่องสินค้าทางการเกษตรไม่มีใครรับผิดชอบได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปอยู่ตรงนั้นอย่างเดียว หากผู้ซื้อต้องการซื้อไม่ว่าจะขายที่ไหนก็จะเดินทางไปอยู่ดี แต่ต้องถามว่าความชอบธรรมที่ขายบนทางเท้าจะอยู่ตรงไหน และสิทธิของคนอื่นจะอยู่ตรงไหน เพราะทางเท้าไม่สามารถแบ่งพื้นที่ให้ขายได้ จึงขอให้เห็นใจจะให้ผมกราบหรือไหว้ก็ยอมทุกอย่าง ที่ผ่านมา 2-3 เดือนคิดจนหัวจะแตกอยู่แล้วเพื่อหาทางช่วยผู้ค้าทุกคน แต่ถ้าจะต่อรองหรือซื้อเวลาคงไม่ได้” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว
นายวัลลภ กล่าวว่า ถ้าจะพูดความในใจวันนี้ต้องบอกว่าตนไม่สบายใจ เพราะตอนนี้เหมือนผู้ค้าเป็นญาติคนหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวอยากให้ขาย แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ไม่สามารถทำได้ ที่ผ่านมาเมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงก็เกิดข้อจำกัดมากมาย จึงขอความเห็นใจกับกทม.ด้วย ซึ่งกทม.ไม่ทอดทิ้งและจะช่วยเหลือเต็มที่ โดยขอให้คำมั่นว่าจะเห็นปากคลองตลาดและผู้ค้าเปลี่ยนแปลงไปดีขึ้น แต่ผู้ค้าส่งกทม.จะหาสถานที่ใหม่ให้ เพราะปากคลองตลาดจะแน่นแบบเดิมคงไม่ได้ ทั้งนี้ หลักเศรษฐศาสตร์เป็นดีมานกับซับพลาย ซึ่งผู้ซื้อที่มาซื้อก็มีดีมานคงที่ เมื่อมาซื้อแล้วก็ต้องไปหาซื้อให้ได้ ทั้งนี้ ขอให้ย้ายออกจากทางเท้า ไม่เช่นนั้นกทม.จะถูกร้องมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
ด้านนายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายทั้งกทม.และผู้ค้าได้พูดถึงความชอบธรรม ขอบอกว่าความเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้น ซึ่งในอดีตสถานที่ตรงนี้เป็นจุดขายปลามาก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนย้ายไปที่หัวลำโพง เมื่อถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ย้ายผู้ค้าดอกไม้จากวัดโพธิ์มาที่ปากคลองตลาดเพื่อแก้ปัญหาด้านจราจร ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงของปากคลองตลาดต้องเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นตัวแทนผู้ค้าได้แจ้งในที่ประชุมว่า ผู้ค้าเข้าใจนโยบายการจัดระเบียบ แต่ผู้ค้าต้องการตลาดที่เรียบร้อย เป็นแหล่งวัฒนธรรมชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ส่งเสริมเกษตรกรให้มีผลผลิต แต่ผู้ค้ากังวลว่าสถานที่ค้าขายใหม่นั้น จริงๆแล้วการเริ่มตลาดต้องเริ่มจากผู้ค้าต้องสนใจแผงค้านั้นเพื่อพิจารณาว่าต้องทำกำไรได้หรือไม่ ถ้าไปตลาดที่ไม่มีผู้ซื้อ หากเป็นสินค้าเป็นเสื้อผ้าผู้ค้ายินดีย้ายไปทดลองขายเพราะสินค้าไม่เสียหาย แต่สินค้าด้านการเกษตรโดยเฉพาะดอกไม้ หากขายไม่ได้ 1 วันสินค้าจะกลายเป็นขยะทันที ข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ค้ากังวลว่าจะมีใครรับผิดชอบได้หรือไม่ อีกทั้งก็เป็นห่วงเกษตรกรซึ่งผู้ค้าไม่สามารถแบกผู้ค้าเกษตรกรได้ตลอดเวลา ดังนั้นหากจะให้ย้ายภายในเร็วๆนี้คงทำไมได้ ต้องขอเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพราะผู้ค้าได้ลงทุนไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่พล.ต.อ.อัศวินหารือกับตัวแทนผู้ค้าอยู่นั้น พล.ต.อ.อัศวินได้ยกมือไหว้ผู้ค้าเป็นระยะ พร้อมบอกขอร้องให้ผู้ค้ายอมย้ายสถานขายใหม่ อย่างไรก็ตามในที่ประชุมเริ่มตึงเครียดเมื่อทางผู้ค้าขอให้กทม.ขยายเวลาการขายไปก่อน แต่พล.ต.อ.อัศวินได้ประกาศในที่ประชุมว่าถ้าจะซื้อเวลาจะขอเลิกประชุมทันที เพราะที่ผ่านมาได้แจ้งให้ผู้ค้าเตรียมตัวไว้นานแล้ว ทำให้ผู้ค้า 2-3 รายได้ร้องไห้ออกมาในที่ประชุม กระทั่งเวลา 14.57 น. เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายยังเจรจาหาทางออกไม่สำเร็จ พล.ต.อ.อัศวินได้ขอเวลานอกเพื่อไปหารือกับฝ่ายคณะทำงานของกทม. ภายหลังได้เสนอให้ผู้ค้าขายได้ถึงวันที่ 31 มี.ค.เท่านั้น แต่ทางผู้ค้าได้ขอให้ขายบนทางเท้าได้ต่อ แต่ขอเป็นในช่วงเวลา 21.00-04.00 น. ทั้งนี้ ภายหลังทั้ง 2 ฝ่ายหารือนอกรอบแล้วเสร็จในเวลา 15 นาที พล.ต.อ.อัศวิน แจ้งในที่ประชุมโดยได้ข้อสรุปว่า 1 เม.ย. ต้องไม่มีการขายช่วงกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืนให้ขายได้ในเวลา 20.30.-04.30 น.ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559 เท่านั้น สุดท้ายเเล้วทางผู้ค้าก็รับข้อเสนอจากกทม.ทั้งหมดก่อนจะมีการย้ายสถานที่ขายใหม่ภายหลังวันที่ 1 ก.ค.2559 ต่อไป





