"ประยุทธ์" ย้ำใช้น้ำอย่างประหยัด-คุ้มค่า
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี จะเป็นวันอนุรักษ์น้ำโลก ซึ่งก็นับว่าเป็น 1 ในความท้าทายของโลก ในปัจจุบัน เพื่อจะได้สร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน ถึงการใช้ทรัพยากรน้ำของมนุษย์อย่างประหยัด และยั่งยืน ทั้งโลกต่างมีความกังวลในสถานการณ์น้ำ ในมิติต่างๆ เช่น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลแหล่งน้ำและผืนป่าต้นน้ำ, การเข้าถึงแหล่งน้ำธรรมชาติ-น้ำใต้ดิน-แหล่งน้ำสะอาด, การปนเปื้อนแหล่งน้ำจากสารเคมี-โรงงานอุตสาหกรรม-ขยะมูลฝอย-การขับถ่ายของเสีย เป็นต้น ทั้งนี้ล้วนมีผลกระทบเชื่อมโยงต่อภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะน้ำกินน้ำใช้ ที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตประจำวันของสิ่งมีชีวิต ทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช
ผมอยากให้นึกถึงว่าปวงชนชาวไทยเราโชคดี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล ทรงเป็นห่วงเป็นใย ดูแลพสกนิกรชาวไทย และประเทศไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรมเสมอมา ดังพระราชดำรัส ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ใจความตอนหนึ่ง สรุปได้ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ พระราชินีจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ และพระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ พระราชินีจะสร้างป่า” ต้องนึกถึงคำเหล่านี้นะครับ ที่ทรงพระราช ทานไว้ ซึ่งเป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพระราชกรณียกิจนานัปการ ของล้นเกล้าล้นกระหม่อมของปวงชนชาวไทย ทั้ง 2 พระองค์ เช่น โครงการฝนหลวง, โครงการแก้มลิง, โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ-เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์-เขื่อนคลองท่าด่าน-เขื่อนขุนด่านปราการชล, โครงการป่ารักน้ำ, ฝายขนาดเล็ก ซึ่งในวันนี้เราเรียกว่า ฝายประชารัฐ, โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย, การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา, กังหันน้ำชัยพัฒนา, โครงการปลูกป่า อนุรักษ์ป่า, โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ , โครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ป่า โครงการธนาคารอาหารชุมชน นะครับ เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ทรงพระราชทานไว้แล้ว
วันนี้ เราต้องร่วมกัน แสดงความรับผิดชอบ ปลูกจิตสำนึก ว่านอกจากการอนุรักษ์น้ำ ด้วยการประหยัดและใช้น้ำอย่างคุ้มค่าแล้ว เราคงต้องรักษาความสะอาดแหล่งน้ำไว้ด้วยนะครับ โดยไม่ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล สารพิษลงสู่แม่น้ำลำธาร รวมทั้งช่วยกันปลูกป่า รักษาต้นน้ำลำธาร ไว้ให้กับลูกหลาน สร้างความยั่งยืนให้กับชนรุ่นหลังด้วย
ในส่วนของรัฐบาลได้มีการปฏิรูปแนวทางบริหารจัดการน้ำ อย่างบูรณาการ ทั้งระบบ จัดทำเป็นยุทธศาสตร์ 10 ปี แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ไม่ได้ผูกพันงบประมาณไว้ทั้งหมดเช่นที่ผ่านมา เราจะขยายผลจากแนวทางของทั้ง 2 พระองค์ ทรงพะราชทานไว้ จะให้ครอบคลุม
1.การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
2.การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ในเรื่องของการจัดทำประปาหมู่บ้าน โรงเรียนต่างๆ ชุมชน ชนบทให้ครบ
3.การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำภาคการผลิต ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ น้ำบาดาล สระน้ำชุมชน ฝายประชารัฐ
4.การป้องกันอุทกภัย ด้วยการฟื้นฟูทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง การจัดทำผังเมืองที่สอดคล้อง โดยไม่สร้างถนนให้ขวางทางน้ำนะครับ หรือสร้างชุมชนใหม่ขวางทางน้ำ
5.การจัดการคุณภาพน้ำ แม่น้ำลำธาร และการบริหารจัดการเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ ผลักดันน้ำเค็ม
6.การบริหารจัดการน้ำ ทั้งนอกและในเขตชลประทาน ด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรน้ำนั้น มีอยู่อย่างจำกัด น้ำต้นทุนจำกัด จำนวนประชากรเราเพิ่มขึ้นทุกปี การปลูกพืชต่างๆ นั้นใช้น้ำมากขึ้นทุกปีนะครับ แล้วก็ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเข้าไปอีก ประกอบกับภาวะโลกร้อนด้วย ทำให้เกิดภัยทางธรรมชาติที่รุนแรง ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง เชื่อมโยงกับวงจรน้ำของประเทศและของโลกทั้งสิ้น
7.การบริหารจัดการที่ดินอย่างบูรณาการ สิ่งที่เราทำในรัฐบาลนี้ เพื่อให้ประชาชนผู้ยากไร้ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีความเท่าเทียม เป็นธรรม และเป็นการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าด้วยอย่างยั่งยืน
เรากำลังเร่งปรับแผนให้สอดคล้องกับวันนี้ ซึ่งแล้งมากขึ้น พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อน การผลิตน้ำประปา น้ำอุปโภค บริโภค เดือดร้อนเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นเราได้มีการประมาณการ ไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนี้ก็ชี้แจงมาโดยตลอด ได้แจ้งเตือน ไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็ขอให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจ ว่าทำอย่างไร เราจะทำให้บ้านของเรา เมืองของเรา ประชาชนของเรานั้นมีน้ำไว้ใช้มากขึ้นวันนี้ อาจจะเป็นไปได้ยากน เพระว่าทุกคนทราบดีว่าน้ำต้นทุนมีน้อย ป่าเราถูกบุกรุกมาก ป่าต้นน้ำก็น้อยลง ฝนตกน้อย แหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เพื่อการเก็บกักน้ำฤดูฝนที่ผ่านมามีไม่เพียงพอ ซึ่งต่อเนื่องมาจากก่อนๆ หน้านั้น ระบบส่งน้ำบางส่วนที่ทำกันมายังไม่ตรงกับพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำ ไม่มีการจัดระเบียบพื้นที่ใช้น้ำ
เราจำเป็นต้องหามาตรการลดความเสี่ยงในวันข้างหน้า โดยร่วมมือกันในเรื่องต่อไปนี้
1.ประชาชน/เกษตรกร ต้องร่วมมือกัน ทั้งการใช้น้ำอุปโภค-บริโภค ในภาคการผลิตทั้งเกษตรกรรม-อุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศน์ โดยเราต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับ “น้ำกิน น้ำใช้” ไว้ก่อน ต้องรักษาไว้ให้ได้ถึงฤดูฝนหน้า ดังนั้นภาคการเกษตรก็ต้องปรับพฤติกรรมในการปลูกพืช เช่นการปลูกพืชใช้น้ำน้อยแต่มีมูลค่าผลผลิตสูง ทดแทนการปลูกแบบเดิม
2.การเร่งขุดลอกคูคลอง สร้างแก้มลิง – ฝายประชารัฐ สำหรับเก็บน้ำไว้ใช้ กระจายทุกพื้นที่ รอรับน้ำฝนฤดูฝนหน้า
3.การปฏิรูประบบเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศใหม่ ทั้งหมด โดยปรับสัดส่วนรายได้ ไม่ให้มาจากการส่งออกทางภาคเกษตร แต่เพียงอย่างเดียว หรืออื่นๆ ด้วยนะครับ ฝากไว้อย่างเดียวไม่ได้แล้ว ตอนนี้
4.เร่งการวิจัยและพัฒนา สร้างนวัตกรรม ผลิตเอง แปรรูป เพิ่มมูลค่า ผลิตใช้ในประเทศก่อนตามความต้องการ ที่เหลือเราก็ส่งออก รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต เพื่อสามารถแข่งขันราคาได้ในตลาดโลก
5.การปฏิรูปโครงสร้างการเกษตร โดยจะต้องคำนึงถึง ความต้องการ การผลิตที่เรียกว่าดีมานด์ – ซับพลายในประเทศ ลดการส่งออกพืชผลทางการเกษตร ข้าว อ้อย มันสัมปะหลัง ยางพารา ในลักษณะวัตถุดิบ แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้แล้ว เพราะต้นทุนเราสูงกว่า การผลิตใช้น้ำมากกว่า ราคาขายเราก็ไปลดราคา แข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้ ก็ทำให้เกิดการขาดทุน แล้วก็คนไม่สนใจที่จะซื้อของจากเราเพราะราคาสูง ถ้าขายราคาต่ำ เกษตรกรก็ไม่มีรายได้ มันพันกันไปทั้งหมด
ผมไม่อยากให้พี่น้องเกษตรกรลำบาก ในระยะต่อไป ถ้าเราเข้าใจกันในประเด็นนี้ ก็จะดีขึ้นนะครับ เพราะถ้าหากเราไม่แก้ไขแล้ว จะกระทบรายได้ของประเทศ รายได้ของประชาชน เกษตรกร จากผลกระทบจากภัยแล้งนะครับ แล้วก็เพราะสภาพลมฟ้าอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ในทศวรรษต่อไป เรื่องเหล่านี้เป็นความท้าทายของประเทศไทย-คนไทย ว่าเราจะผ่านปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไรหรือไม่ เราจะมาต่อต้าน ขัดแย้ง แย่งน้ำใช้กันวันนี้ไม่ได้แล้วนะครับ ทุกคนต้องการน้ำ มากๆเพื่อจะเพาะปลูกอย่างเดียว คงไม่ได้แล้ว เดี๋ยวน้ำประปา น้ำบริโภค อุปโภค ไม่มีอีกจะทำยังไง ทุแชกอย่างมีผลกระทบกับคนทั้ง 70ล้านคน ทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งพืชด้วยนะ เพราะฉะนั้นนเรามีหลากหลายสาขาอาชีพนะครับ ก็ต้องเผื่อแผ่แบ่งปันกัน และทุกตนอาจจะต้องนำน้ำ ที่ใช้แล้ว มาปรับปรุง แล้วก็นำมาใช้ใหม่ วันนี้ก็ช่วยกันทั้งหมดอยู่แล้วนะครับ ขอบคุณ





