กรมชลฯเร่งสูบจากแม่น้ำโขงเข้าโพนพิสัย วันละ 18 ชั่วโมง นาน 60 วัน ตั้งเป้าที่ 40 ล้านลบ.ม.
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากที่จีนปล่อยน้ำจากเขื่อนจินหง ลงสู่แม่น้ำโขง ที่เริ่มแล้วในวันนี้(18 มี.ค.) พบว่า ปริมาณน้ำในลำโขงปรับเพิ่มขึ้นตามลำดับโดยเมื่อเวลา 14.30 น. ของวันที่ 18 มี.ค. ระดับน้ำสูงขึ้น แตะ 20 เซนติเมตร ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อผู้ใช้ตามลำน้ำแห่งนี้ที่สามารถสูบน้ำได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับภาวะปกติ
โดยตามจังหวัดตามๆของไทยที่อยู่ติดกับลำน้ำโขงนั้นส่วนใหญ่ เช่นเชียงราย อุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย เป็นต้น ต่างมีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า โดยหนองคายมีมากถึง 40 สถานี จากการการสังเกตการณ์น้ำในลำห้วยหลวง จ.อุดรธานี พบว่า ปริมาณน้ำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยกรมชลประทานวางแผนจะสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำห้วยหลวงตอนล่วงลงประตูระบายน้ำโพนพิสัย จ.หนองคาย ที่เริ่มไปแล้วน้ำตั้งแต่เวลา 0.00 น. วันละ18 ชั่วโมง จะสามารถสูบน้ำได้ 6 แสนลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ดำเนินการต่อเนื่อง 60 วัน คาดว่าจะได้น้ำรวม 40 ล้าน ลบ.ม. ผลจากการสูบน้ำดังกล่าวจะทำให้ลำน้ำห้วยหลวงเอ่อล้นเป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร
"การระบายน้ำของจีนครั้งนี้มีการประกาศก่อน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระทบกับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าไปทำเพาะปลูกในลำน้ำแม่โขง ซึ่งการแจ้งข่าวทั้งหมดจะผ่านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนสาเหตุของการระบายน้ำครั้งนี้ของจีนคาดว่าอยากให้เกิดการขนส่งทางเรือสะดวกขึ้น และคาดว่าจะไม่เป็นผลให้เกิดน้ำท่วมแต่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรตามริมน้ำโขงมากกว่า" นายสุเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การปล่อยน้ำของจีนครั้งนี้ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับพื้นที่ภาคกลางได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาคอีสานตอนเหนือมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ในขณะที่การสูบน้ำของเกษตรกรจะใช้พลังงานไฟฟ้าลดลง จึงเป็นประโยชน์ทางอ้อม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจีนจะปล่อยน้ำจากเขื่อนเป็นระยะเวลานานเท่าใด




