วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนช.รับหลักการ 'ร่างพ.ร.บ.ประชามติ' รธน.ฉบับใหม่

สนช. รับหลักการร่างพ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ รธน.ฉบับใหม่ พร้อมค้านใช้เครื่องลงคะแนนจี้ให้ตัดออก หวั่นปชช.สับสน

เมื่อ เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่สอง เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐ ธรรมนูญ พ.ศ... โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้สาระสำคัญคือ จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการเปิดไว้กว้างเพราะเป็นกฎหมายใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนเหตุผลที่เสนอสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมาที่ประชุมสนช.มีมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559มาตรา 39/1 ในประเด็นการออกเสียงประชามติ ขณะนี้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวอยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พิจารณาและทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพราะว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วที่เป็นแม่บท ประกอบกับฉบับเพิ่มเติมที่สนช.มีมติเห็นชอบไปแล้ว ประสงค์ต้องการให้ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จภายในเดือนมี.ค. หลังจากนั้นก็จะส่งให้ประชาชนออกเสียงแสดงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เท่าที่ได้ประชุมหารือกับกกต.ที่รับผิดชอบออกเสียงประชามติ คาดว่าการออกเสียงประชามติจะกำหนดวันได้ต้นเดือน ส.ค.ปีนี้ จึงจำเป็นต้องกำหนดกฎเกณฑ์ กติกา หลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ กำหนดวิธีการออกเสียงว่าจะใช้วิธีการแบบใด กำหนดในส่วนที่เกี่ยวกับหีบบัตรลงคะแนน หรือบัตรลงคะแนน ตลอดจนการนับคะแนน การประกาศบัตรใดเป็นบัตรเสียและผลการออกเสียงประขามติ ซึ่งระหว่างนั้นหากมีการทำผิดอะไรเกิดขึ้นก็ต้องกำหนดโทษ ถ้ามีเหตุผลใดที่ขัดขวางให้การออกเสียงประชามติไม่เรียบร้อย เช่น ไม่สามารถทำได้ในบางที บางหน่วยก็ต้องให้อำนาจกกต.ที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมาย เพราะเกี่ยวกับการกำหนดความผิด กำหนดโทษ และกำหนดหลักเกณฑ์ ซึ่งอาจจะล้วงล้ำไปในขอบเขตที่พ.ร.บ.อื่นได้เคยกำหนดไว้ ประกอบกับมาตรา 39/1 วางหลักไว้ว่าการกำหนดเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย

นายวิษณุ กล่าวว่า กกต.เป็นผู้ยกร่างฯทั้งหมด ส่วนครม.หากจะรอให้ร่างพ.ร.บ.ประกาศใช้รธน.แก้ไขเพิ่มเติมก่อนก็อาจจะลำบากใน เรื่องของเงื่อนเวลา เพราต้องเตรียมหลายอย่าง และการเตรียมการใดๆอย่างไม่มีกฎหมายรองรับ การกระทำแม้จะมีเจตนาดีแต่อาจจะเป็นความผิดได้จึงจำเป็นต้องจัดให้มีกฎหมาย ประชามติคู่ขนานกันไป แต่จะเริ่มใช้บังคับจะมีการควบคุมกำหนดเวลาให้สามารถใช้บังคับจริงได้ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ฝ่ายบริหารจะประสานกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้จึงต้องจัดทำกฎหมายดังกล่าวแต่มีข้อสังเกตที่เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้แก่กกต. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการรับผิดของกกต. ข้อสังเกตเกี่ยวกับถ้อยคำ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้เพราะหลักการของพ.ร.บ.นี้เปิดกว้าง โดยไม่มีข้อจำกัด หากสนช.ผ่านหลักการวาระที่ 1 คาดว่าจะช่วยปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ให้เสร็จสิ้นทันกำหนดเวลา

นายวิษณุ กล่าวว่า แนวคิดของพ.ร.บ.ฉบับนี้นำมาจาก 3 ทาง 1.นำมาจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 ซึ่งจะมีการออกเสียงประชามติเรื่องอื่นๆด้วยโดยไม่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐ ธรรมนูญ อาทิ ประชามติเห็นชอบหรือไม่ของการสร้างเขื่อน ระบบชลประทาน เป็นต้น 2.นำมาจากประกาศและระเบียบที่กกต.เคยยกร่างไว้ช่วงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวร ศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คาดว่าจะผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติและเข้าสู่ ขั้นตอนการทำประชามติ เมื่อไม่ได้จึงนำสาระบางส่วนมาปรับปรุงทำเป็นพ.ร.บ.ที่เสนอนี้ 3.การรับฟังความคิดเห็นหลากหลายที่ผ่านมาว่า ต้องการให้ประชามติเป็นไปในลักษณะใด หลังได้มีการแก้ไขเมเติมรัฐธรรมนูญให้การนับคะแนนเสียงว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ประชามติชัดเจนขึ้นนั้น และมีการกำหนดให้กรธ.จัดทำคำอธิบายโดยสรุป ซึ่งเป็นเรื่องเกิดขึ้นใหม่ กกต.ได้นำมาเขียนไว้ในพ.ร.บ.ที่เสนอมาในวันนี้ด้วยเป็นหนทางที่ 3 เพื่อให้สนช.พิจารณา

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกสนช.กล่าวว่า ในหลักการตนสนับสนุน แต่มีข้อสังเกตบางประการแรก ไม่แน่ใจว่าร่างรัฐธรรมนูญที่สภาเห็นชอบยังไม่ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาจะสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการออกพ.ร.บ.ออกเสียงประชามติได้เลยหรือไม่ ประการที่สองในการทำประชามติครั้งนี้เนื่องจากเราอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ดูเหมือนว่าสังคมมีความกังวลและรัฐบาลเองแม้กระทั่งผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็มีความกังวลว่าการแสดงความคิดเห็นหรือการณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะนำมาสู่ความไม่สงบเรียบร้อย แต่ธรรมชาติการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นการที่กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในขณะที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการลงโทษผู้ที่ออกไปรณรงค์ในลักษณะการบิดเบือน หรือรณรงค์ให้คว่ำ หรือรณรงค์ให้ล้มล้างการออกเสียงประชามติ หากความเห็นทั้งสองแบบ หากชี้แจงไม่ชัดเจนก็อาจจะเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถกเถียงกันอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งก็จะเป็นอุปสรรคในการเผยแพร่ข้อมูลที่แท้จริงของร่างรัฐธรรมนูญ และอาจจะทำให้การออกเสียงประชามติไม่แสดงเจตนารมย์ของประชาชนอย่างแท้จริงได้ ซึ่งก็น่าเสียดาย ข้อสังเกตอีกคือการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อประชาชนควรจะทำในลักษณะรูปแบบของการจัดทำร่าง หรือการจัดพิมพ์และการเผยแพร่ ถ้าสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงง่ายเท่าไหร่ก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างรัฐธรรมนูญด้วย

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสนช. กล่าวว่า เข้าใจถึงความรีบเร่งของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจนของโรดแมปและการกำหนดร่างรัฐธรรมนูญที่จะเสร็จ ซึ่งเรื่องการทำคูหาคนพิการและผู้สูงอายุไม่มีรายละเอียดขอให้กกต.ชี้แจง ด้วย และเรื่องของบทกำหนดโทษ ไม่ทราบว่าพ.ร.บ.รักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรไทย และพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ จะครอบคุลมหรือไม่ ทำต้องออกรายละเอียดตรงนี้ ตนสงสัยว่าในร่างมาตรา 8 เรื่องการเสนอประเด็นจากสนช.ไปให้กกต.สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2 เขียนไว้ในวรรค 5 สนช.จะเสนอประเด็นอื่นใดที่สมควรให้กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่ม ว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมกันในคราวเดียวกันก็ได้ แต่ต้องเสนอภายใน 10 วัน และให้สนช.รับฟังความคิดเห็นของสปท.ด้วย ซึ่งในร่างมาตรา 8 และมาตรา 9 มีการเสนอประเด็นเขียนให้สนช.จัดทำคำอธิบายหลักการและเหตุผลของประเด็นดัง กล่าว ตนไม่ทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่เขียนในรายละเอียด และไม่เขียนหลักการและเหตุผลประกอบมาด้วย ตรงนี้จะเกินไปหรือไม่

นายชาญวิทย์ วสยางกูร สนช. อภิปรายว่า การออกเสียงประชามติเป็นเรื่องใหม่ กกต.จึงเร่งรัดออกร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจะลอกเลียนแบบการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป ตนขอตั้งข้อสังเกตกรณีที่ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเป็นผู้อำนวยการการออกเสียงประจำเขตออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งส่วนเป็นข้าราชการระดับ ซี 8 หรือผู้ชำนาญการพิเศษ ที่ไม่สามารถขอความร่วมมือหรือสั่งหัวหน้าส่วนราชการการอื่นที่มีตำแหน่งที่สูงกว่าได้ แม้จะกำหนดให้สามารถขอให้หน่วยราชการอื่นมาช่วยสนับสนุนงานของกกต.เพื่อให้การจัดการออกเสียงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ผลเต็มที่ ตนจึงขอเสนอให้มีการปรับจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการออกเสียงประจำเขตออกเสียง ปัญหาต่างๆก็จะหมดไป เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเต็มในการสั่งการต่างๆในพื้นที่นั้นๆ

นายชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการใช้เครื่องลงคะแนนและการลงคะแนนเออกเสียงด้วยเครื่องลงคะแนน ที่ระบุลักษณะและรายละเอียดของเครื่องลงคะแนน รวมทั้งขั้นตอนวิธีการลงคะแนนออกเสียงด้วยเครื่องลงคะแนนให้เป็นไปตามระเบียบที่กกต.กำหนด ซึ่งขอถามว่า ระเบียบว่าด้วยเครื่องลงคะแนนได้มีการทำเสร็จเรียบร้อยหรือยัง และเครื่องลงคะแนน นี้มีจำนวนกี่เครื่อง เท่ากับจำนวนหน่วยเลือกตั้งที่มีหรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสนในหน่วยเลือกตั้ง ว่าหน่วยนี้ใช้เครื่องลงคะแนน อีกหน่วยใช้บัตรลงคะแนน และกกต.มีความพร้อมในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ตนจึงเห็นว่า การใช้เครื่องลงคะแนนควรรอไว้ให้ความพร้อม และการทำความเข้าใจกับประชาชน

พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ อภิปรายว่า ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการกำหนดให้มีการใช้เครื่องลงคะแนนในการทำประชามติในครั้งนี้ด้วย ว่ายังไม่น่าจะเหมาะสม เพราะ กกต.มีเครื่องไม่มาก ซึ่งจะทำให้มีผลเสียมากกว่าผลดี กกต.ไม่ควรจะมาทดลองเพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ซึ่งอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ และหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาอาจส่งผลต่อประเทศโดยรวมและเกิดความล่าช้า หรือต้องลงคะแนนใหม่ นอกจากนี้จะส่งผลเสียต่อผู้บริหารซึ่งอาจจะเป็นการเรียกแขกก็ได้ ซึ่งหากจะทดลองใช้ก็ควรจะใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ไม่กว้าง

ขณะที่นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกสนช.อภิปรายอยากให้การออกเสียงลงประชามติเข้าถึงประชาชนอย่างเท่า เทียมกัน โดยเฉพาะผู้พิการและผู้สูงอายุ

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน อภิปรายว่า เห็นด้วยในหลักการของร่างพ.ร.บ.ฉบับบี้ เพราะการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นกระบวนการที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมจากความเห็นขอบของประชาชน ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่มีท้วงติงคือ การนำเครื่องออกเสียงลงคะแนนมาใช้ ซึ่งดูร่างพ.ร.บ.แล้วเห็นได้ชัดเจนว่า ร่างพ.ร.บ.นี้ออกมาใช้เพื่อการออกเสียงประขามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ซึ่งคงใช้เพียงครั้งเดียว คงไม่ใช้ครั้งต่อไป เมื่อมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในกระบวนการนี้จึงไม่ควรนำมาตรการอะไรมาทดลอง เช่น การใช้เครื่องลงคะแนนเสียงประชามติซึ่งมีเครื่องจำนวนน้อย และตนเห็นด้วยกับพล.อ.มารุต ที่เห็นว่า ควรนำไปใช้ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ที่มีหน่วยเลือกตั้งน้อยและมีออกเสียงน้อย ที่สามารถจะดำเนินการทดลองเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยที่ระดับท้องถิ่นก่อนที่จะนำมาใช้ในการลงประชามติที่ดำเนินการทั้งประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

นางสุรางคณา วายุภาพ อภิปรายว่า สิ่งที่ตนห่วงใย คือ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ดูเหมือนเปิดกว้างรองรับทางเทคโนโลยีมาใช้แต่หากดูรายละเอียดของกฎหมายแล้วในเรื่องการใช้เครื่องลงคะแนนเสียง ซึ่งไม่แน่ใจว่า เครื่องดังกล่าวจะพร้อมสำหรับการใช้งาน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ หากเครื่องลงคะแนนรายงานผลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง และการใช้งานจะเสถียร ในส่วนของการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างสำหรับรองรับเทคโนโลยีแต่เรายังใช้กระดาษในการพิมพ์อยู่ ซึ่งตนเห็นว่าควรใช้ระบบออนไลน์ที่เปิดกว้างมากกว่า นอกจากนี้ในเรื่องของการลงคะแนนเสียงสิ่งสำคัญคือบัตรประชาชน วันนี้แน่ใจหรือยังว่าบัตรประชาชนของเรานั้นที่ปัจจุบันเป็นแบบซิมการ์ดมันสอดคล้องกับมาตราฐานที่ควรจะเป็นหรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหรือไม่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สมาชิกได้อภิปรายเสร็จแล้ว นายวิษณุ ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้สำหรับเหตุการณ์นี้ครั้งเดียวจริงๆคือการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งก็เป็นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 57 แก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 39/1 ที่กำหนดให้ต้องออกเป็นกฎหมาย ตนเชื่อว่า ในส่วนของกกต.เองก็พยายามยกร่างขึ้นให้ดีที่สุด แต่เนื่องจากความเร่งรัดเรื่องเวลา เพราะกกต.จะต้องไปปรับร่างให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่แก้ไข โดยกกต.มีเวลาเพียง 7 วันเท่านั้น เมื่อกกต.ยกร่างเสร็จสิ้นก็ส่งมาให้รัฐบาล จะให้สำนักงานกฤษฏีกาตรวจสอบเพื่อความรอบคอบก็คงทำได้ยากเพราะต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นครม.ก็รับมาโดยไม่ปรับปรุงแก้ไขและเสนอมายังสนช. จึงเป็นธรรมดาจะพบในสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือสิ่งที่ที่ต้องทำอีกแบบ ซึ่งข้อเสนอของสนช.ก็จะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญไปปรับปรุงได้

นายวิษณุ กล่าวว่า เราเคยทำประชามติไปแล้วครั้งหนึ่งในปี 50 ซึ่งก็จัดเรียบร้อยดีไม่มีการฟ้องร้องกัน ในครั้งนี้ก็น่าจะจัดได้ในลักษณะเรียบร้อย แม้จะมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงกว่า อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีประเด็นเป็นข้อสังเกตส่งไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ประการแรก คือมาตรา 4 ที่เขียนว่า ให้รัฐอุดหนุนหรือจัดสรรค่าใช้จ่ายอย่างเพียงพอแก่กกต.และหน่วยงานของรัฐที่สนับสนุนการจัดทำประชามติ ซึ่งการเขียนเช่นนี้สำนักงบประมาณไม่ชอบใจ และจะไม่ยอมให้ผ่านอย่างเด็ดขาด เพราะจะเป็นเงื่อนไขผูกมัด ควรจะต้องปรับเพื่อไม่ให้ไปถกเถียงกันว่า พอหรือไม่เพียงพอ ซึ่งในทางปฏิบัติก็ต้องมีการจัดงบประมาณให้กกต.อยู่แล้วอย่างพอเพียง ส่วนมาตรา 7 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งการเขียนแบบนี้จะเป็นฐานแห่งการโต้เถียงในอนาคตว่ามีการดำเนินการขัดกับมาตรา 7 หรือไม่ และมาตรา 9 ที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการจัดทำคำอธิบายสรุป ที่เป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะทำ แต่เหตุที่กำหนดโทษไว้ในมาตรา 62 ที่ไปเผยแพร่ตามกฎเกณฑ์ กติกาอาจจะยุ่งยากสำหรับคนประเภทหนึ่งที่หน้าที่เผยแพร่ต้องทำความเข้าใจ คือกรธ.ซึ่งเป็นเจ้าของร่าง ที่มีหน้าที่ที่ต้องไปชี้แจงว่า ที่เขียนมาดีอย่างไร ขอให้เขียนถ้อยคำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปปิดปากกรธ.ไปทำหน้าที่นั้นได้ สุดท้ายก็ต้องอดกลั้นไม่พูดอะไร ก็เสียเปรียบ คนกล้าพูดกล้าหักหาญ กล้าทำลายล้างระบบทั้งหมดก็อาจจะรอดพ้นไปได้ ซึ่งไม่เป็นการดี

 นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการออกเสียงประชามตินั้นก็เห็นว่าไม่ควรซับซ้อนยุ่งยาก ซึ่งต้องง่าย บางทีไม่ต้องเขียนกฎหมายให้ยืดยาวเขียนแต่กรอบกว้างๆและให้กกต.ไปออกระเบียบ ซึ่งจะยืดหยุ่นปรับแก้ได้ตลอดเวลา และการใช้เครื่องลงคะแนนเสียงเป็นสิ่งที่รัฐบาลห่วงเช่นกันเพราะมีการทดลองใช้เป็นครั้งแรก ปกติเรื่องนี้ก็ควรจะทดลองใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีพื้นที่เล็กหรือเป็นการเลือกตั้งในบางแห่ง แต่เมื่อเป็นการออกเสียงทั้งประเทศและเป็นการใช้นำไปสู่ผลที่ต้องมีการถกเถียงกันมา ก็ขอฝากให้คณะกรรมาธิการฯช่วยดูด้วย แต่หากเขียนไว้เป็นทางเลือกก็ได้ อย่าเขียนให้การเลือกเป็นสิทธิ ซึ่งรัฐบาลไม่ขัดข้องแต่มีความกังวลถึงผลกระทบและการคัดค้าน ในกรณีมาตรา 56 ถ้าทำด้วยสุจริต บุคคลทั้งหลายรวมทั้ง กกต.พ้นจากความรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง อาจเกิดข้อครหาได้ก็ขอให้ทบทวนว่าจำเป็นหรือไม่ ประการสุดท้าย ขอให้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ระบุให้ชัดแจนว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้ วันนี้ประชาชน สื่อมวลชน กลุ่มการเมือง มีคำถามอยู่ทุกวันว่าอะไรที่ทำได้ ขอให้มีความชัดเจน

 ด้าน นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการกกต. ในฐานะรักษาการเลขาธิการชี้แจงว่า กกต.มีข้อจำกัดในการยกร่างกฎหมายดังกล่าว โดยร่างกฎหมายนี้ได้ใช้แนวทางจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติพ.ศ. 2552 และประกาศของสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ มาพิจารณายกร่างกฎหมาย สำหรับการกำหนดให้เพิ่มการใช้เครื่องลงคะแนนในครั้งนี้นั้น กกต.ได้นำเครื่องลงคะแนนตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีความแม่นยำ เชื่อถือได้ ใช้งานได้จริง แต่ไม่สามารถนำมาใช้งานอย่างจริงจังเพราะยังไม่มีกฎหมายใช้บังคับ ในครั้งก็จะใช้เป็นตัวอย่างโดยมีทั้งหมด 14 เครื่องในเขตกทม. 5 เครื่อง ส่วนที่เหลือจะอยู่ในต่างจังหวัด การใช้เครื่องลงคะแนนถือเป็นทางเลือก โดยผู้ใช้สิทธิ์สามารถเลือกใช้บัตรลงคะแนนหรือใช้เครื่องได้ตามความสะดวก สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้สูงอายุทุกครั้ง กฎหมายจะกำหนดไว้และกกต.จะมีระเบียบให้แต่ละหน่วยไดอำนวยความสะดวก ช่วยเหลือคนพิการทั้งสายตา โดยใช้บัตรที่พิมพ์เป็นอักษรเบลและมีการจัดคูหาเป็นพิเศษเพื่ออำนวยความ สะดวกสำหรับผู้ใช้วิวแชร์ นอกจากนี้ในมาตรา 36 กำหนดให้คนพิการและผู้สูงอายุสามารถลงทะเบียนเพื่อแจ้งความประสงค์ให้กกต.ตั้งหน่วยออกเสียงพิเศษในการออกเสียงประชามติได้ ทั้งนี้ต้องมีการลงทะเบียนก่อนล่วงหน้า

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการในวาระแรกด้วยคะแนน 153 และงดออกเสียง 5 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 21 คน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ... โดยให้เสนอแปรญัตติภายใน 5 วัน ระยะเวลาดำเนินการ 20 วัน