วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จตุพร' ชำแหละสูตรตั้งรัฐบาลหลังลต. ชี้ยากจะกุม414เสียง

ประธาน นปช. ชำแหละสูตรตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ชี้ยากจะกุม414เสียง หวั่นพรรคการเมืองเป็นทาสในเรือนเบี้ย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 17 มี.ค.ว่า ข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มีวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหาจำนวน 250 คน จะทำให้พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลได้ลำบากขึ้น เพราะต้องมีเสียงสนับสนุนรัฐบาลมากถึง 414 คน จากทั้งหมด 500 คน จึงไม่มีความเป็นไปได้เลย

นายจตุพร กล่าวว่า ตามปกติทางการเมืองแล้ว ภายหลังการเลือกตั้ง พรรคจะหาเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลในจำนวนเกินครึ่งของจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน 500 คน ฝ่ายรัฐบาลจะใช้เสียงเกินกว่า 250 คน ก็จะบริหารประเทศได้

แต่การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การมี ส.ว.สรรหา 250 คน แล้วยังมีบทบาทลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วยแล้ว หากพรรคที่เป็นรัฐบาลต้องการบริหารได้ คงใช้เสียงสนับสนุนมากถึง 414 เสียง เพราะต้องคิดถึงความปลอดภัยจากการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งไม่มีความเป็นไปได้เลยกับการหาเสียงสนับสนุนสูงถึงขนาดนั้นจากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน

นายจตุพร อธิบายตัวเลขสนับสนุนทางการเมืองว่า ถ้าคิดถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่งแล้วพรรคที่เป็นรัฐบาลต้องเสียงสนับสนุนตั้งแต่ 250 คน จากทั้งหมด 500 คน แต่เสียงจำนวนนี้ไม่เพียงพอต่อการให้อยู่รอดได้ในกรณีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะ เพราะคสช.เสนอให้ ส.ว.สรรหา 250 คน มีสิทธิ์ลงมติด้วย ดังนั้น เสียงรัฐบาลจึงต้องมีมากกว่าครึ่งหนึ่งคือ 375 คน จากทั้งหมด 750 คน

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะนั้น ในทางการเมือง คณะรัฐมนตรีจำนวน 36 คน ลงมติไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องมีเสียงมาสนับสนุนให้มีมากกว่าครึ่งเพิ่มอีก 36 คน ร่วมเป็น 411 คน เมื่อตำแหน่งประธานสภาและรองอีก 2 คน ไม่ลงมติตามมารยาททางการเมืองด้วย จึงต้องหาเสียงมาเพิ่มทดแทนเข้าไปอีก 3 เสียง ร่วมแล้วพรรคการเมืองที่ตั้งรัฐบาลต้องมีเสียงหนุนทั้งสิ้น 375 บวก 36 บวก 3 เป็น 414 คน จึงจะทำให้รอดพ้นจากลงมติไม่ไว้วางใจทั้งคณะได้

"ดังนั้น ถ้าต้องการคว่ำรัฐบาลจากการเลือกตั้ง คสช. ไม่ต้องเอามา 125 แล้ว แต่เอามาแค่ 86 คน จากจำนวน 500 คน ก็คว่ำได้ ดังนั้น ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองต้องการบริหารประเทศจะได้เสียงถึง 414 จึงจะบริหารประเทศได้ จึงเป็นสภาวะที่หนักกว่าประเทศพม่า ที่มีตัวแทนกองทัพถึง 25 % แต่ไทยกลับมีตัวแทนกองทัพถึง 50 % แต่เสียงของประชาชนที่ต้องให้เกิดรัฐบาลพรรคการเมืองมีเสียง 414 จากทั้งหมด 500 เสียง จึงไม่มีความเป็นไปได้เลย ด้วยเหตุนี้ทฤษฎีด้านได้อายอดจึงมีความชัดเจน"

นายจตุพร กล่าวว่า การอ้างในการสรรหา ส.ว. เพื่อเอาไว้ป้องกันการรัฐประหารนั้น เป็นข้ออ้างที่ง่ายไป เพราะเมื่อผู้นำเหล่าทัพไม่ทำก็ไม่เกิดขึ้น แต่จำนวน ส.ว. 250 คน ได้สะท้อนให้เห็นว่า แม่ทัพนายกองจะเข้าไปคุมเกมในสภา ซึ่งไม่ใช่เรื่องความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องเสถียรภาพอะไร แต่บ่งบอกถึงการตั้งตัวแทนให้เข้าไปเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและความปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในรูปแบบ ส.ว. 250 คน แล้วอ้างเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน

นายจตุพร กล่าวว่า ได้เคยเตือนมาแล้วว่า อย่าไปสนใจเลือกตั้งจอมปลอม และตัวเลขตั้งรัฐบาลได้บริหารประเทศต้องมีเสียงหนุนถึง 414 เสียง เป็นคำตอบได้ชัดเจนแล้ว ดังนั้น ข้อเสนอ ส.ว.สรรหาให้สิทธิ์ลงมติไม่ไว้วางใจได้ จึงแสดงได้ชัดยิ่งขึ้นว่า จะทำให้พรรคการเมืองต่างๆ เป็นทาสในเรือนเบี้ย ที่ต้องมอบความไว้วางใจให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วทำไมต้องเสียเงินไปทำประชามติ เมื่อมีความต้องการอยากเป็นต่อ ก็เป็นไปเลย

ข้อมูล-fb/Jatuporn.UDD