วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการชี้ข้อเสนอคสช. เปิดทาง'ไอ้โม่ง'เป็นนายกฯ

นักวิชาการระบุข้อเสนอคสช. เปิดทาง"ไอ้โม่ง"เป็นนายกฯ ทำให้ถูกมองสืบทอดอำนาจ เพราะส่งผู้นำเหล่าทัพเป็นส.ว. ไม่ตอบเจตนารมรณ์ประชาชน

นายยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงข้อเสนอของ จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่ังไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในเรื่องของการละเว้นไม่ให้พรรคการเมืองเสนอ 3 รายชื่อที่จะให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้งว่า ข้อเสนอนี้เป็นการช่องทางให้ "ไอ้โม่ง" เข้ามาค่อนข้างเยอะ เพราะเดิมทีในร่างรัฐธรรมนูญ การบัญญัติให้เสนอ 3 รายชื่อ โดยให้เป็นคนนอกได้ ก็มีข้อวิจารณ์หนักพอสมควรในประเด็นการเปิดช่องให้นายกฯคนนอกอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อมีข้อเสนอดังกล่าวจาก คสช. ก็ยังคงมีคำถามว่าใครจะมาเป็นนายกฯ ในเมื่อพรรคการเมืองไม่ได้เสนอชื่อ และคงไม่พ้นข้อวิจารณ์เดิมๆ อีกทั้งยังทำให้ประชาชนไม่ได้เลือกนายกฯทางอ้อมด้วย เพราะไม่รู้ว่าเลือกตั้งไปแล้วใครจะได้เป็นนายกฯ ดังนั้นตนคิดว่าการงดเว้นข้อบังคับไม่ให้เปิดชื่อนั้น น่ากลัวกว่าการที่ให้เปิดเผยชื่อเสียอีก เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ประชาชนได้มีการตรวจสอบก่อน ดีกว่าให้ไปเสนอในสภาแล้วสังคมไม่ได้รับรู้อะไร 

ในส่วนของข้อเสนอที่ให้ ส.ว. มาจากการสรรหาทั้ง 250 คน และให้ผู้นำเหล่าทัพต่างๆรวมถึงปลัดกระทรวงกลาโหม ทั้ง 6 คน เป็น ส.ว. โดยตำแหน่งนั้น นายยุทธพรกล่าวว่าตนคิดว่าการทำหน้าที่ของ ส.ว.นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยตรง หากอ้างอิงจากร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ก็จะเป็นเพียงสภาตรวจสอบ และเป็นสภาพลเมืองต่างๆ เมื่อคุณสมบัติเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเอาบุคคลที่มีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงเข้ามานั่งด้วย ทั้งนี้ส่วนตัวว่า ส.ว. ทั้งหมด ไม่ควรมาจากการสรรหาทั้งหมดด้วย แต่ต้องมาจากการเลือก ซึ่งกล่าได้ว่าแม้สูตร ส.ว. เลือกตั้งทางอ้อม อาจจะไม่ดีที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าข้อเสนอของ คสช.

"การที่ให้ผู้นำเหล่าทัพไปเป็น ส.ว. ก็น่าจะทำให้ถูกมองว่า การทำงานของ ส.ว. จะถูกแทรกแซง และมีโอกาสที่ถูกมองได้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจด้วย เพราะจะให้พิจารณาข้อเสนอดังกล่าวเป็นอย่างอื่นก็คงไม่ได้จริงๆ เพราะว่าข้อเสนอมีเจตนาค่อนข้างชัดเจน ที่ต้องการยืดเวลาในการทำงานของ คสช. ออกไป" นายยุทธพรกล่าว 

เมื่อถามถึงข้อเสนอของ คสช. ที่เสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นเขตใหญ่ โดยให้แต่ละเขตมี ส.ส. ไม่เกิน 3 คน ซึ่งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนได้เพียงคนเดียว และนำคะแนนดังกล่าวมาคิดคะแนนรวมเป็นอันดับเพื่อหาผู้ชนะการเลือกตั้ง การใช้ระบบแบบนี้ ไม่ค่อยสะท้อนถึงความเป็นตัวแทนของประชาชนเท่าไหร่ เพราะบางครั้งผู้มีคะแนนมา 3 อันดับแรก อาจจะมีคะแนนที่ต่างกันมาก เช่นนาย ก. เป็นที่ชื่นชอบของคนในเขตนั้นมาก ก็จะเกิดการเทคะแนนให้นาย ก. มากถึง 30,000 คะแนน ขณะที่นาย ข. ได้ประมาณ 2,000 กว่าคะแนน นาย ค. ได้คะแนน 1,000 กว่าๆ แม้ว่าทั้ง 3 คนจะได้เป็นผู้แทน แต่ก็มีคะแนนต่างกันมาก เนื่องจากประชาชนลงคะแนนได้เพียงคนเดียว และอาจจะทำให้คนที่ประชาชนไม่ต้องการจริงๆ มาเป็น ส.ส. ได้ด้วย 

"ส่วนตัวคิดว่าสูตรเลือกตั้งของนายมีชัยแม้จะไม่ดีที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าข้อเสนอนี้เช่นกัน เพราะอย่างน้อยๆ สูตรเลือกตั้งของนายมีชัย ก็ยังคงให้มีลักษณะแบบ 1 เขต 1 คนเหมือนเดิม เพียงแต่นำคะแนนของผู้แพ้ไปคิดหา ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งยังสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนดีกว่า" นายยุทธพร กล่าว