กรธ.เปิดข้อเสนอ"แม่น้ำ 4 สาย" แก้บทเฉพาะกาลให้ส.ว.สรรหา 250 คน ผบ.เหล่าทัพ ควบวุฒิสภาโดยตำแหน่ง ไร้อำนาจเลือกนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เผยแพร่เอกสารข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะการในร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่งมาเมื่อวันที่ 13 มี.ค.59 ด่วนที่สุด ที่คสช.(สลธ.)/145 ลงนามโดยพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. ซึ่งมาถึงกรธ. ในวันที่ 14 มี.ค. เวลา 10.16 น.
โดยมีสาระสำคัญ จำนวน 6 หน้า มีเนื้อหาระบุว่า จากการประชุมหารือภายในระหว่างหัวหน้า คสช. นายกรัฐมนตรี ประธานสนช. ประธานสปท. ในการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 มี.ค.59 ซึ่งที่ประชุมเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่โรดแมประยะที่3 พ.ศ.2560 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนผ่านไปสู่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติชุดใหม่ ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประเทศอาจจะประสบปัญหารุนแรง ความไม่สงบเรียบร้อย และเกิดเงื่อนไขความขัดแย้งขึ้นใหม่และปัญหาอาจหวนกลับเข้าสู่วงจรเดิม และอาจเป็นกับดักทางเศรษฐกิจที่ฉุดรังเศรษฐกิจของประเทศ ไม่อาจเติบโตได้ สร้างกับดักทางสังคมที่ชะลอการพัฒนาประเทศ ความเป็นอยู่ของประชาชน แก้ปัญหาความยากจน ตลอดจนเป็นกับดักทางการเมืองที่สร้างความหวาดระแวงหรือเกลียดชังในหมู่ประชาชน และแยกประชาชนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ผลักดันให้ออกมาประทบกันทั้งทางความคิด วาจา และการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ รัฐบาลก็จะขาดเสถียรภาพ การปฎิรูปและการออกกฎหมาย อาจดำเนินการต่อไปไม่ได้ อันจะทำให้ ระบบประชาธิปไตยและความมั่นคงล้มครืนลง กรณีเช่นนี้ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคสช.ในการเข้าควบคุมการบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57
คสช.ได้รับฟังความเห็นและข้อแนะนำจากวงการภาคส่วนต่างๆทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง และประชาชนจากหลากหลายตลอดมา เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์แล้ว สิ่งที่วิตกกังวนมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้สูง โดยพิจารณาจากความเคลื่อนไหว และความพยายามของยุคคลบางหมู่ ที่วางแผนเคลื่อนออกมาต่อต้าน ปลุกระดมและแทรกซึมอยู่ทั่วไป เพื่อทำร้ายความชอบธรรมและขัดขวางการดำเนินการต่างๆในการคืนความสงบสุขแก่ประชาชนในขนาดนี้ จึงข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณา โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เริ่มจัดระเบียบทางการเมืองใหม่ คสช.
ทั้งนี้เห็นว่าในช่วงดังกล่าวควรเขียนรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ให้มีวุฒิสภา(ส.ว.)ชุดแรก มาจากการสรรหา ให้มีจำนวนกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร คือ 250 คน เพื่อใช้อำนาจร่วมกับส.ส. 500 คน อย่างเหมาะสม โดยส.ว.สรรหา มาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง 8-10 คน โดยมีส.ว.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ซึ่งมิใช่สมาชิก คสช.ในปัจจุบัน โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ตร. และกรณีตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งราชการไป ก็ให้ผู้ดำรงตำแหน่งใหม่เข้ามาแทน
ทั้งนี้วุฒิสภาในวาระแรกไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แต่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งมีหน้าที่ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมตามสมควร และกำหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ควรให้ใช้บัตร 2 ใบ ใบแรกใช้เลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และให้ใช้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น มีส.ส.ไม่เกิน 3 คน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วให้นับคะแนนเรียงลำดับลดหลั่นจนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ใบที่สอง สำหรับเลือกส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
นอกจากนี้ไม่เห็นด้วยที่กำหนดให้ พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ใช้ครั้งแรกในโลก อาจจะไม่เหมาะสม และอ่อนไหวต่อระยะเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งอาจทำให้เกิดปัญหาภายหลัง เพราะทำให้เข้มงวด ผู้ถูกเสนอชื่ออาจขัดคุณสมบัติภายหลัง รวมทั้งอาจไม่มีพรรคการเมืองใดไม่ได้เสียงข้างมาก จนต้องจัดรัฐบาลผสม ทำให้ตกลงรายชื่อไม่ได้ จนทำให้เกิดปัญหา อีกทั้งการนำกติกาใหม่ๆมาใช้อาจเป็นอีกกับดักหนึ่งที่ปิดทางออกในยามวิกฤติจนทำให้การเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ จึงเห็นว่า ควรงดเว้นไม่นำเรื่องการแจ้งรายชื่อนายกรัฐมนตรี 3 รายชื่อ มาบังคับใช้ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยให้บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล
อย่างไรก็ตาม คสช.ขอเรียนว่า อย่าได้หวาดระแวงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ คสช.ยินดีจะพ้นจากตำแหน่งและยุติอำนาจหน้าที่ทั้งปวงตามกำหนดเวลาในโรดแมป และในร่างรัฐธรรมนูญและจะไม่เข้ามาก้าวแทรกแซงการจัดการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การประคับประคองสถานการณ์ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ ซึ่งรวมถึงวุฒิสภาด้วย ซึ่งในช่วงท้ายเอกสารช่วงท้ายของเอกสาร ทิ้งท้ายว่า “เพื่อให้บรรลุเจตนารมย์ในการยึดอำนาจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ คสช. จึงขอเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาล ในร่างรัฐธรรมนูญ ตามผลการหารือมาเพื่อกรุณาพิจารณา”
คสช. ชงเลิกเปิด 3 รายชื่อนายกฯไม่ใช่เรื่องใหม่
ด้านนายสมพงษ์ สระกวี กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงข้อเสนอของ คสช.ให้งดเว้นการบังคับใช้ประเด็นเกี่ยวกับการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 คนว่า ส่วนตัวคิดว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร เพราะตามหลักการแล้ว ควรเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นที่การเลือกนายกฯควรเป็นอำนาจของรัฐสภา ทั้งนี้ หากรัฐสภาเลือกคนนอกมาเป็นนายกฯก็เป็นความรับผิดชอบของพรรคการเมืองนั้นๆเอง แต่โดยปกติส.ส.จะเลือกหัวหน้าพรรคหรือ ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งของพรรคตัวเองอยู่แล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่รัฐสภาเลือกนายกฯคนนอกเกิดขึ้นเกือบ 30 ปีมาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์เลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ดังนั้น ถ้าเกิดขึ้นจริงการเมืองไทยก็จะถอยหลังลงคลองกลับไปไกลกว่า 30 ปี และตนคิดว่าพรรคการเมืองที่เลือกคนนอกก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย
นายกฯวอนสื่ออย่านำเสนอแง่มุมขัดแย้งกับ"มีชัย"
ขณะที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวอีกครั้ง ถึงประเด็นข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญของแม่น้ำ 4 สายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) รู้สึกไม่สบายใจ จึงมอบหมายให้มาชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวโดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอบคุณนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่ได้พิจารณาและรับข้อเสนอความเห็นดังกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์และนายมีชัย ได้พูดคุยกันแล้ว แต่ยังเกรงว่าสื่อมวลชน จะนำเสนอคลาดเคลื่อนไปในทางความขัดแย้งระหว่างกัน ที่ผ่านมากรธ.คำนึงถึงประเทศชาติ ด้วยการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต หาหลักประกันในสิ่งที่รัฐบาลและคสช.ได้วางเอาไว้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ นายกฯจึงขอร้องสื่อมวลชนไม่ให้นำเสนอเรื่องดังกล่าว ในแง่มุมความขัดแย้ง เพราะนายกฯให้ความเคารพการทำงานของแต่ละส่วน ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ในแม่น้ำ 5 สาย และไม่มีการใช้อำนาจสั่งกรธ.แต่อย่างใด ซึ่งการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ อาจทำให้สื่อฯเข้าใจผิด แต่ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น เรามีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี นายมีชัยในฐานะเป็นประธานกรธ. ต้องรับแรงกดดันจากสังคม โดยเฉพาะนักการเมือง จึงพยายามอธิบายเหตุผลถึงการเขียนรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่ากังวลว่านายมีชัย จะลาออกจากประธานกรธ.หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เชื่อว่านายมีชัย ไม่ลาออก อย่าคิดลักษณะเช่นนั้น วันนี้บ้านเมืองมีปัญหามากอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ถือว่าเป็นแรงกดดันสูงสุด แต่นายมีชัย ก็เสียสละให้ชาติบ้านเมือง โดยรับหน้าที่เป็นประธานกรธ. เพราะเห็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นเข้าใจและเห็นใจคสช.ดังนั้น นายมีชัย จะไม่ลาออก
เมื่อถามว่า หากนายมีชัย และกรธ.ไม่เอาด้วยกับข้อเสนอของดังกล่าวจะทำอย่างไร พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า กรธ.ทราบเหตุผลดีอยู่แล้วว่าปัญหาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร การที่นายมีชัย และกรธ.จะเอาหรือไม่เอาด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว คงต้องพิจารณาบนพื้นฐานของปัญหาที่ผ่านมา เชื่อว่าจะรับฟังอย่างมีเหตุมีผล อย่างไรก็ตามที่ประชุมครม.วันนี้ ไม่ได้มีการหารือถึงขนาดที่ว่าหาก กรธ.ไม่ทำตามข้อเสนอจะต้องชี้แจง หรือดำเนินการอย่างไร
สรุป ข้อเสนอคสช.ต่อกรธ.
1.ควรมีบทเฉพาะกาล ให้ส.ว.ชุดแรก มาจากการ สรรหา,คัดสรรหรือแต่งตั้ง และเป็นโดยตำแหน่ง จำนวน 250 คน ส.ว.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ซึ่งมิใช่สมาชิกคสช.ในปัจจุบัน โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ตร.
ส.ว.ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แต่มีอำนาจหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งมีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
2.ในบทเฉพาะกาล ให้การเลือกตั้งส.ส.ควรใช้บัตร 2 ใบ ใบแรกใช้เลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 350 คน และให้ใช้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น มีส.ส.ไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วให้นับคะแนนเรียงลำดับลดหลั่นจนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ส่วนใบที่สอง สำหรับเลือกส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
3.ในบทเฉาะกาล ควรเขียนงดเว้นการบังคับใช้ ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ไม่น้อยกว่า 3 รายชื่อต่อกกต. ก่อนการเลือกตั้ง และการที่สภาผู้แทนราษฎร ต้องเลือกบุคคลเป็นนายกฯจากบัญชีชื่อนายกฯที่พรรคการเมืองเสนอเท่านั้น




