สปท.สรุปผลการทำงานรอบ 6 เดือนปลาย มี.ค.นี้ วอนกรธ.วางรากฐานประเทศ ยึดหลัก 3 ประการ ปราบโกง -ปฏิรูปประเทศ -ป้องกันวิกฤติ
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 แถลงสรุปผลการดำเนินงานของ สปท.ว่า การดำเนินงานของสปท.เป็นไปตามโรดแมป มีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ โดยมีการเสนอแผนปฏิรูปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทั้งหมด 31 แผนปฏิรูป เป็นแผนที่สืบทอดต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และขับเคลื่อนการปฏิรูปภายใต้กลไกการทำงานของแม่น้ำ 5 สาย นอกจากนี้ ยังเป็นแผนปฏิรูปที่เป็นมติ ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสปท. เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำของธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นต้น ถือเป็นกฎหมายระดับธรรมนูญทางการค้า และเป็นตัวอย่างว่า สปท.มีความตั้งใจที่จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น
รวมทั้งการปฏิรูปกิจการตำรวจที่สปท.ได้ผ่านแผนการปฏิรูปโรงพักเพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมระดับต้นน้ำทั้งหมด และยังเห็นชอบแผนปฏิรูปในการบริหารงานบุคคลและข้าราชการตำรวจ เพื่อป้องกันการแทรกแซงการเมือง ซึ่งการปฏิรูปเป็นไปอย่างราบรื่น ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ สปท.จะมีการจะสรุปผลการทำงานในรอบ 6 เดือน ภายในสิ้นเดือนมี.ค.2559 จากนั้นช่วงต้นเดือน เม.ย.จะแถลงความคืบหน้าต่อสื่อมวลชน
นายอลงกรณ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ด้วยว่า กรธ.ทำหน้าที่ในระยะโค้งสุดท้ายเพื่อสรุปร่างรัฐธรรมนูญก่อนออกเสียงประชามติ โดยระหว่างนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสปท.มีการประสานงานร่วมกันในการเสนอความเห็นประกอบการตั้งคำถามพ่วงเพื่อทำประชามติ ซึ่งตนเห็นว่าการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ 29 มี.ค.นั้น ขอให้กรธ.ยึดหลักการที่จะตอบโจทย์ปัญหาในอดีต และวางรากฐานให้กับประเทศในอนาคต 3 ประการ ดังนี้ 1. ต้องเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง 2. ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปประเทศ และ 3.ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ป้องกันวิกฤติ คือ ปัญหาระบบการเมืองเก่า การคอร์รัปชั่น การเลือกตั้งที่ทุจริต พรรคการเมืองอ่อนแอ นักการเมืองที่เข้าไปแทรกแซงข้าราชการ และการแบ่งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้จะต้องแก้ไขเรื่องดังกล่าว และสร้างระบบการเมืองใหม่ที่ดีให้ได้
นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าเราจะป้องกันวิกฤติในวันข้างหน้าได้อย่างไร หลังการเลือกตั้งจะมีกลไกอะไรป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา วันนี้เรากำลังเผชิญกับความท้าทาย เพราะเมื่อประชามติผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว จะเป็นโจทย์ของทุกคน ไม่ใช่เรื่องข้อโต้แย้งของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองใหญ่ต้องคอยบอกประชาชนว่า ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้วหลังการเลือกตั้งจะต้องทำอย่างไร เพื่อไม่ก่อให้เกิดวิกฤติ เชื่อว่าระหว่างนี้เราต้องช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอ เช่น เรื่องส.ว.สรรหาที่จะเป็นการป้องกันวิกฤติในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรายังอยากฟังข้อเสนอจากพรรคการเมืองทุกฝ่ายว่า จะมีมาตรการอะไรที่สร้างความมั่นใจได้ เพราะถ้าพรรคการเมืองสามารถช่วยสร้างความมั่นใจว่า หลังเลือกตั้งแล้วเราจะไม่กลับสู่วิกฤติแบบเดิมๆ เราจะได้ไม่ต้องกังวลอีก อย่ามัวแต่กล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนเชื่อว่ากรธ.ใจกว้างมากพอที่จะรับฟัง เพราะไม่มีใครคิดสืบทอดอำนาจ อยากฝากไปยังนักการเมืองที่เข้ามาเป็นผู้ที่จะรับผิดชอบประเทศในอนาคตด้วย





