วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทูตอินเดียพบนายกฯ เดินหน้าความสัมพันธ์ทุกระดับสาขา

ทูตอินเดีย เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ยันเดินหน้าความสัมพันธ์ไทยอินเดียในทุกระดับสาขา

นายภควันต สิงห พิศโนอี เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่    

ภายหลังการหารือ พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค พรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไทย-อินเดีย มีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนานเกือบ 70 ปี โดยสองฝ่ายต่างมีนโยบายต่างประเทศที่สอดรับกัน ไทยดำเนินนโยบายมุ่งตะวันตก (Look West Policy) ส่วนอินเดียมีนโยบายมุ่งตะวันออก (Look East Policy) และรัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมกับอาเซียน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ           

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตอินเดีย ในการประจำการที่ประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง พร้อมย้ำนโยบายของไทยที่ต้องการจะพัฒนาความสัมพันธ์กับอินเดียในทุกมิติและทุกระดับให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเห็นว่า การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของรองประธานาธิบดีอินเดีย มีส่วนช่วยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียอย่างยิ่ง และสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือน เพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคย และส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยล่าสุด ไทย-อินเดีย ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความมั่นคงไทย-อินเดีย ด้านกฎหมายและกิจการยุติธรรม และด้านความร่วมมือทางทะเล ซึ่งการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจฯ ประสบความสำเร็จด้วยดี      

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณรัฐบาลอินเดียสำหรับการรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เมื่อวันที่ 7 – 11 ก.พ. 2559 และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จ เมื่อวันที่ 21 – 22 ก.พ. 2559 พร้อมขอให้ฝ่ายอินเดียจะถวายการต้อนรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และยินดีที่ทราบว่า อินเดียจะทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “World Sanskrit Award” ในฐานะที่ทรงมีบทบาทส่งเสริมภาษาสันสกฤตในต่างประเทศ ในช่วงที่เสด็จฯ เยือนอินเดียดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ทางเอกอัครราชทูตฯ กล่าวชื่นชมพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยที่มีส่วนสำคัญต่อการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ พร้อมแสดงความชื่นชมแนวความคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง            

ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีชื่นชมนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของนายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยเฉพาะโครงการ Make in India, Delhi-Mumbai Economic Corridor และ Smart Cities ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับตลาดอินเดีย ในฐานะที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียใต้ สำหรับการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่า 90% ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอให้เร่งพิจารณาอีก 10% ที่เหลือ และเห็นควรให้ผลักดันและเร่งรัดให้การเจรจาบรรลุผลโดยเร็ว เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ      

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชิญชวนนักลงทุนจากอินเดียมาลงทุนในไทย ตามนโยบายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ซึ่งรัฐบาลไทยมีมาตรการจูงใจ ด้านการลงทุนและอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ต่างชาติด้วย     

ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรีชื่นชมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ การวิจัยและพัฒนา ของอินเดียและต้องการที่จะขยายความร่วมมือสาขาดังกล่าวให้มากขึ้น     

ด้านการศึกษา ไทยสนับสนุนการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลัน ในอินเดีย โดย ล่าสุด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในฐานะองค์ที่ปรึกษานานาชาติของมหาวิทยาลัยฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ผู้ทรงคุณวุฒิจากไทยเป็นคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยนาลันทา      

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังสนับสนุนให้อินเดียเป็นทางเลือกทางการศึกษาของนักศึกษาไทยมุสลิม เนื่องจากมีสถาบันการศึกษามุสลิมชั้นนำที่เปิดสอนวิชาสามัญ และเห็นว่า นักศึกษาไทยที่ได้รับการศึกษาจากอินเดียจะสามารถกลับมาประกอบอาชีพในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งความร่วมมือเชิงวิชาการ ไทยพร้อมสนับสนุนหากอินเดียจะสามารถขยายการค้าการลงทุนในสาขานวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรของไทยและเทคโนโลยี ทั้งในลักษณะ ไทยบวกหนึ่ง และอาเซียนบวกหนึ่ง  

ด้านการพัฒนาความเชื่อมโยง มีการหารือเกี่ยวกับถนน 3 ฝ่าย “ไทย-เมียนมา-อินเดีย” ที่ไทยรับผิดชอบการสร้างถนนเส้นทางแม่สอด-เมียวดี-ตะนาวศรี-กอกะเร็ก สร้างเสร็จแล้วในปัจจุบัน สำหรับโครงการท่าเรือ/เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย อินเดียได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการนี้กับไทย ญี่ปุ่น เมียนมาด้วย       

ด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรียินดีที่จำนวนนักท่องเที่ยวของทั้งสองฝ่ายที่เพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยถึง 1 ล้านคน ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปอินเดีย 1 แสนคน โดยนักท่องเที่ยวชาวอินเดียนิยมจัดงานแต่งงาน รวมไปถึงถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย พร้อมเชิญชวนชาวอินเดียเข้ามาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย รวมไปถึงบริการเชิงสุขภาพและความงาม     

ด้านการทหารและความมั่นคง ไทย-อินเดียมีความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงที่ใกล้ชิด มีการประชุมคณะทำงานร่วมด้านความมั่นคงระหว่างไทยและอินเดีย เมื่อวันที่ 18–19 ม.ค. 2559 พร้อมย้ำถึงความสนใจในการร่วมมือด้านการฝึกเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับอินเดียที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า     

ทั้งนี้ พลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการที่จะเดินทางเยือนอินเดีย เพื่อเร่งผลักดันความร่วมมือทางด้านความมั่นคงและทางการค้าการลงทุนในช่วงเดือน มี.ค-เม.ย. 2559 ด้วย โดยในตอนท้าย เอกอัครราชทูตฯ ยังได้ย้ำคำเชิญเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ จากรัฐบาลอินเดีย ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับที่พิจารณาวัน-เวลาที่สะดวกต่อไป