“ธาริต เพ็งดิษฐ์” ข้าราชการนักสนองหลากสีการเมือง จนทำให้เป็นที่มาให้มีคนเกลียดเขาเป็นจำนวนมาก
หากจะพูดถึงข้าราชการ ก็มีน้อยคนนักที่จะอยู่ได้กับหลากขั้วการเมืองที่มีความขัดแย้ง แต่ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ก็เป็นหนึ่งในนั้น และด้วยความที่ไม่ว่าขั้วไหนได้ขึ้นสู่อำนาจเขาก็รักษาตัวรอดเป็นยอดดีและทำหน้าที่ตอบสนองผู้มีอำนาจได้อย่างเต็มที่ จนทำให้เป็นที่มาให้มีคนเกลียดเขาเป็นจำนวนมาก
และที่สุดเมื่อการปกครองเข้าสู่ยุค คสช. เขาก็เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ และคดีต่างๆก็รุมเร้า จนล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้มูลความผิดเขาในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ กว่า 346 ล้านบาท และเตรียมยื่นร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน
ชิวิตของเขานับว่าผกผันยิ่งนัก
บิดาของเขาคือ ร.อ.เจี๊ยบ เพ็งดิษฐ์ เป็นนายทหารคนสนิทของ จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาได้ลาออกจากราชการและย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ จ.ชัยนาทหลังจอมพลป.ถูกรัฐประหาร
ตัว"ธาริต"เอง เล่าให้ฟังว่าสมัยเด็กๆ เขาไม่ได้ใช้ชื่อนี้ หากแต่ในวัยเด็กเขาชื่อว่า"เบญจ" ที่ตั้งโดย “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” พระเกจิชื่อดัง สืบเนื่องจากก่อนเขาเกิดนั้นพ่อและแม่มีลูกมาแล้ว 4 คน แต่ก็เสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิดทั้งสิ้น
ตัวเขาเองก็อยู่ในภาวะที่ไม่แข็งแรงเช่นกัน โดยอยู่ในตู้อบโรงพยาบาลคริสเตียน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท นานถึง 3 เดือน จนมารดาของเขาต้องนั่งเรือจากชัยนาทไปอุทัยธานี เพื่อไปหา “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” แห่งวัดท่าซุงเพื่อขอให้ช่วย หลวงพ่อจึงตั้งชื่อให้ว่า “เบญจ” พร้อมทั้งบอกว่าชื่อนี้จะทำให้รอด แล้วถ้าโตขึ้นให้เปลี่ยนชื่อแล้วจะดี
จนกระทั่งอายุ 35 ปี เขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น"ธาริต" ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ โดยให้เหตุผลว่า หากอยากเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ชีวิตรราชการ ต้องใช้หลักของ “เดช” นำหน้าจึงเป็นที่มาของชื่อ "ธาริต" เพราะ "ธ" คือตัวเดช"
ประวัติการศึกษาของเขาก็น่าสนใจไม่น้อยเมื่อ เพราะหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก็สอบได้เข้าศึกษาต่อในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น KU 37 แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ชอบและปรับตัวไม่ได้กับระบบ “โซตัส” เขาจึงลาออกไปสมัครเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในปี 2521 และสำเร็จการศึกษาที่นี่ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากนั้นก็สอบได้เนติบัณฑิตไทย รวมถึงนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนเข้ารับราชการอัยการ"ธาริต" ได้สอนหนังสือที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ และได้รู้จักกับ “คณิต ณ นคร” ซึ่งเมื่อเขาเรียนจบปรีิญญาโทก็ได้สมัครเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุดปี 2533 ชีวิตราชการเขาก้าวหน้าตามลำดับจนถูกให้ไปเป็นหน้าห้องของ “คณิต ณ นคร” สมัยที่เป็นอัยการสูงสุด
จากนั้นชีวิตของเขาก็เริ่มผกผันเข้ามาใกล้ชิดกับ"การเมือง" เมื่อ"ทักษิณ ชินวัตร" ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ก็ได้ระดมนักกฎหมายมาช่วยงานซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี “คณิต ณ นคร” อยู่ด้วย
โดยหลังการเลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล “น.พ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช” ได้ดึงให้เขามาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยทำงานกับ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” ที่ปรึกษาของ “ทักษิณ” นั่นเอง
โดยระหว่างนั้นเขามีส่วนในการยกร่างกฎหมายและจัดตั้งกรมสมอบสวนคดีพิเศษ ก่อนถูกโอนย้ายไปเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ ในสมัยที่ “พล.ต.ท. นพดล สมบูรณ์ทรัพย์” เป็นอธิบดีคนแรก แต่ทุกอย่างใช่ว่าจะราบรื่น
เพราะเมื่อ"พล.ต.อ. สมบัติ อมรวิวัฒน์" ได้ขึ้นมาเป็นอธิบดีดีเอสไอก็มี ตำรวจเป็นจำนวนมากโอนย้ายเข้ามา ทำให้บทบาทของเขาดูด้อยลงไป และเดินหน้าทำงานด้านวิชาการ
ต่อมา เขาก็เข้าไปมีส่วนในการยกร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทำให้ด้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. คนแรก ในปี 2551 ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
และที่นี่เองทำให้เขามีผลงานที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นคดีซานดิก้าผับ คดีทุจริตนมโรงเรียน คดีกองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ
และต่อมาเมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ขึ้นเป็นรัฐบาล ก็ได้ย้าย “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” อธิบดี ดีเอสไอในขณะนั้นที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับเครือข่าย “ชินวัตร” ออกไป และเป็น “ธาริต” นี่เองที่ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วยวัยเพียง 50 ปี
นาทีนี้เขาถูกมองว่าเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างเต็มตัว
บทบาทของเขายิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเหตุการณ์วิกฤตการเมืองปี 2553 จากการชุมนุมของ นปช.ธาริตเป็นหนึ่งในกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และมีบทบาทอย่างยิ่งโดยเฉพาะการแถลงข่าวครั้งสำคัญๆในฐานะทีมโฆษก และยังเดินหน้าทำคดีที่เกี่ยวข้องกับแกนนำการชุมนุมเช่นคดีก่อการร้าย โดยถูกมองว่าคดีนี้เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ขัดกับคดีการสลายชุมนุมของรัฐบาล
ขณะนั้น “คนเสื้อแดง” มอง “ธาริต” เป็นศัตรูลำดับต้นๆ และเขาก็ถูกแกนนำการชุมนุมฟ้องร้องและ ตรวจสอบในเรื่องต่างๆอย่างมากมาย อาทิ การออกมาเปิดเผยเรื่องมีผู้โอนเงิน 150.000 บาทเข้าบัญชีของ“วรรษมล เพ็งดิษฐ์” ภรรยาของเขา โดยระบุว่าเป็นเงินค่าตอบแทนในการเลี่ยงภาษี แต่ก็มีการชี้แจงว่าเป็นค่าบริการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย
เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้วอีกครั้ง พรรค"เพื่อไทย" ได้ขึ้นเป็นรัฐบาล เขาถูกหมายหัวจาก “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ในตอนต้นว่าจะปลดออกจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ แต่ที่สุดแล้วเขาก็อยู่รอดปลอดภัยตลอดอายุของรัฐบาลเพื่อไทย ซ้ำยังได้รับการต่ออายุในตำแหน่งอีกด้วย
และในขั้วการเมืองพรรคเพื่อไทยนี่เอง ที่การทำหน้าที่ของเขาถูกมองว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยท่าทีที่ถูกมองว่าเขาทำงานตอบสนองผู้ถืออำนาจได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางข้อครหาว่าเพื่อแลกกับการอยู่ยั้งยืนยงในเก้าอี้
โดยคดีที่เขาทำภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยนั้น มุ่งเป้าไปที่ฝ่ายตรงข้าม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาเคยร่วมทำงานมาด้วยเช่น คดีจากวิกฤตการเมืองปี 2553 ถึงนาทีนั้นเขาเดินหน้ากับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในคดีสลายการชุมนุม ส่วนคดีของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ก็ยกฟ้องเป็นจำนวนมากเช่น คดีผังล้มเจ้า รวมทั้งยังเดินหน้าเกี่ยวกับคดีอื่นๆเช่น คดีทุจริตโรงพักทดแทน คดีต่อสัญญาสัมปทานบีทีเอส
รวมทั้งเขาได้เป็นกรรมการ ศอฉ. อีกครั้งในเหตุการณ์วิกฤตการเมืองปี 2556-2557
จังหวะนั้นเขากลายเป็นที่ศํตรู ของคนอีกกลุ่ม จนหลายคนเรียกอย่างเกลียดชังว่า “ธาริต เปลี่ยนสี” ล้อมาจากนามสกุลของ “ถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นคู่กรณีกับรัฐบาลเพื่อไทยในขณะนั้น
จนเมื่อการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ในปี 2556-2557 เขาก้ตกเป็นเป้าอีกครั้ง โดนปิดล้อม ไล่ล่า ตรวจสอบ รวมถึงการตรวจสอบบ้านของ “วรรษมล” ที่ซื้อไว้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อทำโฮมสเตย์ ก็ถูกตรวจสอบว่ารุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน จนต้องยอมรื้อบ้านบางหลัง และคืนที่ดินบางส่วนให้กับราชการ
ต่อมาเมื่อการเมืองเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อเกิดการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 “ธาริต” ถูกย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอในแทบจะทันที กล่าวคือมีคำสั่งในวันที่ 24 พ.ค. 2557 คล้อยหลังการยึดอำนาจเพียงสองวัน
และจากนั้นเขาก็ถูกตรวจสอบในหลายๆเรื่องโดยเฉพาะเรื่องร่ำรวยผิดปกติ โดยในปี 2558 ก็เคยถูก ป.ป.ช.อายัดทรัพย์ไว้ 90.26 ล้าน จนในวันนี้ที่ ป.ป.ช.มีมติว่าเขาร่ำรวยผิดปกติ
นี่คือชีวิตที่พลิกผันไปมา ของข้าราชการที่ถูกมองว่าเป็นนักเอาตัวรอด และเป็นอีกผู้หนึ่งที่สนองขั้วการเมืองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะจะเป็นสีไหนหรือขั้วไหน





