วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คสช.เร่งปราบมาเฟีย ก่อนวันลงประชามติร่างรธน.

คสช.เร่งปราบมาเฟีย ก่อนวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิบัติการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ตามนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยการสนธิกำลังร่วมกัน3ฝ่าย ประกอบด้วย กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กก.รส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง ในการปิดล้อมตรวจค้นอาวุธปืนและสิ่งของผิดกฎหมาย ในพื้นที่ 8 จุด จ.นครปฐม เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมีผู้ถูกแจ้งข้อหา 6 คน มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเครื่องยุทธภัณฑ์ของทางราชการไว้ในครอบครอง รวมถึงยาเสพติด ก่อนส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นผู้ดูแลและไปดำเนินคดีต่อไป

ชุดปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้น ภายหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ลงนามเซ็นต์คำสั่งตั้งคณะกรรมการบูรนาการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและรมว.กลาโหม เป็นประธาน โดยมี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย คสช. กอ.รมน. กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมเป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2558

ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่วัน พล.อ.ประวิตร ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบูรนาการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นครั้งแรก ที่กระทรวงกลาโหม โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการ และให้คำนิยามบุคคลที่เข้าข่ายกระทำตนเป็นผู้มีอิทธิพล ประกอบด้วย 1.มีอาวุธไว้ในครอบครอง 2. มีกำลัง 3. กระทำผิดกฎหมาย  แบ่งกลุ่มผู้มีอิทธิพล 16 กลุ่ม ตามข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ประกอบด้วย 1.นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ 2. การฮั้วประมูล 3. เรียกรับผลประโยชน์จากคิวรถจักรยานยนต์ 4. สถานบริการและสถานประกอบการ 5. การลักลอบค้าของเถื่อน 6. บ่อนการพนัน

    แหล่งข่าว คสช. กล่าวว่า กรอบเวลา 6 เดือนที่ตั้งขึ้น ถือเป็นการทำงานห้วงแรกของการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ที่ พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำว่าต้องดำเนินการให้มีความเข้มข้นมากที่สุด จึงกำหนดให้เริ่มปฏิบัติการในเดือนนี้ เนื่องจากว่าหากนับต่อไปจนถึง เดือนกรกฎาคม ซึ่งจะเป็นช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ท่านจึงต้องการให้เกิดความเรียบร้อยในช่วงเวลาดังกล่าว และในห้วงที่ 2 คือ หลังจากการประกาศผลการลงประชามติ จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง

    อย่างไรก็ตาม คสช.จะมีการออกคำสั่งเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพล หลังจากครบกำหนด 6 เดือนไปแล้วหรือไม่ เพราะมีการตั้งเป้าในการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลให้หมดไปจากประเทศ  เนื่องจากคำสั่งของหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ กำหนดเพียง 5 ฐานความผิด ซึ่งไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้มีอิทธิพล 16 ข้อ 

    แหล่งข่าวจากหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล กล่าวว่า การตรวจค้นในพื้นที่ จ.นครปฐม ถือเป็นพื้นที่สีแดง ที่มีแหล่งอบายมุขทุกรูปแบบ และที่สำคัญเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับ กทม.มากที่สุด ภายใน 6 เดือน กลุ่มผู้มีอิทธิพลจะหมดไปจากประเทศไทย หรือ ลดน้อยลงจากเดิมที่มีอยู่

    “การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และ คสช. โดยขั้นตอนการดำเนินการได้เริ่มดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา  และ 2 เดือนแรก คือ เดือน พ.ย. และ ธ.ค.2558 เจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ทั้งจากหน่วยข่าว และ การร้องเรียนจากภาคประชาชนให้ครบถ้วน หลังจากนั้นในช่วงเดือน ม.ค. และ ก.พ.2559 ทางเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงก็ทำการตรวจสอบข้อมูลที่หน่วยข่าวทุกหน่วยได้รวบรวมทั้งหมดเพื่อจะได้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง การทำงานจะไม่มีการใส่ร้ายป้ายสีกันเด็ดขาด เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนจึงได้ดำเนินการ”

    นโยบายของ พล.อ.ประวิตร ได้ประกาศเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2559 จึงได้ดำเนินการทันที ส่วนพื้นที่เป้าหมายต่อไปขณะนี้กำลังตรวจสอบดูข้อมูลในรายละเอียดอยู่ แต่การทำงานของเจ้าหน้าที่มีกรอบระยะเวลาเพียง 6 เดือน โดยเหลือเวลาอีก 2 เดือน คือ เดือน มี.ค. และ เม.ย.นี้เท่านั้น

    “เป้าหมายหลัก การปราบปรามการปล่อยเงินกู้ ขู่รีด ทวงหนี้ ในแต่ละพื้นที่ที่ทำให้ประชาชนในกลุ่มรากหญ้าได้รับความเดือดร้อน ต้องยอมรับว่าในพื้นที่ จ.นครปฐม เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมอบายมุขนาดใหญ่ ที่มีการเชื่อมโยงและกินไปในหลายพื้นที่ โดยจะดำเนินการทั้งหมดให้เสร็จสิ้นทั้ง 77 จังหวัด”