"อนุพงษ์"เข้มปิดล็อคห้องหารือผู้ว่าฯทั่วประเทศ สั่งทุกคนไม่เอี่ยวดูแลงานมั่นคง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังกลับจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและข้อราชการสำคัญเร่งด่วนในการบริหารงานพื้นที่แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศว่า ตนจะหารือในเรื่องไฟป่าหมอกควัน เขตเศรษฐกิจพิเศษ ความคืบหน้ามาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ในระดับตำบล (ตำบลละ5ล้าน) โดยเฉพาะกรณีพิพาทหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ก็จะหยิบยกมาพูดด้วยทั้งหมด ในฐานะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศมารวมตัวกัน ส่วนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งจะมีการบูรณาการร่วมกันดี เช่น ผู้ว่าฯในเขตพื้นที่ชลประทาน จะหารือกับกรมชลประทาน เพื่อร่วมมือดูแลควบคุมการปล่อยน้ำ ในกรณีที่บางแห่งเริ่มมีปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค ก็มีการสูบน้ำร่วมกันเพื่อช่วยเหลือให้การผลิตน้ำประปานำไปดำเนินการต่อได้
รมว.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ในพื้นที่แหล่งน้ำหมด ก็จะใช้มาตรการขนน้ำไปช่วยตามที่เคยดำเนินการมาทุกปี โดยรวมคิดว่า การแก้ไขปัญหาให้ประชาชนน่าจะทำได้ ถ้าน้ำไม่พอจริงๆสำหรับทำการเกษตร ผู้ว่าฯคงต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่ขึ้นมา แล้วประกาศเขตภัยพิบัติ เพื่อร่วมกันประเมินผลช่วยเหลือตามเกณฑ์ ขณะนี้มีการประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว 12 จังหวัด แต่ไม่ใช่ทั้งจังหวัด ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะดูแลแก้ไขให้ผ่านไปได้
"ผลกระทบจากน้ำน้อย ทุกพื้นที่รู้ดีอยู่แล้ว ไม่ว่า จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมีการชี้แจงตลอด ถือว่า ทุกคนพร้อมรับสถานการณ์ คงไม่ต้องใช้คำว่า ตื่นตระหนก เพราะพื้นที่ยังไม่แล้ง ประชาชนเขาก็รู้สถานภาพ ถ้าถามว่า ตื่นตระหนกหรือไม่ ผมว่า ทุกคนรับรู้สถานการณ์" รมว.มหาดไทย กล่าว
เมื่อถามว่า การมอบนโยบายครั้งนี้มีอะไรเป็นพิเศษ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่มีวาระพิเศษ ปกติจะเชิญมา แต่ตนอยากให้ผู้ว่าฯได้มีการวางแผนให้ดี ซึ่งไม่สามารถพูดคุยอย่างเปิดเผยได้ เราก็จะเรียกมาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่แน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมมอบนโยบายของ พล.อ.อนุพงษ์ครั้งนี้ เป็นการปิดลับ ไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวร่วมสังเกตการณ์ เพียงแต่ให้ช่างภาพเข้าไปบันทึกภาพเพียง 5 นาที อย่างไรก็ดีในการประชุมได้มีกำชับขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปหารือเป็นการเฉพาะเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ติมตาม หรืออธิบดี รองปลัดที่ไม่เกี่ยวกับงานความมั่นคงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปร่วมรับฟัง โดยผู้ที่เข้าประชุมต้องงดใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ให้นำมาออกมาไว้ในบริเวณที่จัดไว้ให้ สำหรับผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกมารอบริเวณภายนอก โดยบริเวณรอบห้องประชุมมีเจ้าหน้าที่ยืนเฝ้าบริเวณหน้าประตู พร้อมกับมีการปิดล็อคห้องอย่างมิดชิด





