กรธ.ใช้ เสียงข้างมาก"ประมุข 3 สถาบัน–ปธ.องค์กรอิสระ" ชี้ขาด ม.7 แทนศาลรธน. ให้ศาลฎีกา ตรวจสอบจริยธรรมนักการเมือง
นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)แถลงภายหลังการประชุมว่า ภายหลังจากที่กรธ.ได้เปิดให้ทุกภาคส่วนส่งความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญมายังกรธ.นั้น ที่ประชุมได้มีมติปรับแก้ไขในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการวินิจฉัยกรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใด (มาตรา 5/1) หรือมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งในร่างแรกของกรธ.ได้ให้หน่วยงานที่มีปัญหาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดย กรธ.ได้ทบทวนอีกครั้งและเห็นสมควรปรับวิธีแสวงการหลักเกณฑ์โดย ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมกับ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสูด ประธานองค์กรอิสระ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และมติที่ได้นั้นจะมีผลผูกพันธ์กับทุกองค์กร
ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาเองได้ ซึ่งตามขั้นตอน เมื่อมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เห็นว่ากรณีใดที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็จะต้องส่งเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในขั้นตอนแรกศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า เรื่องที่เสนอมามีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเห็นว่าไม่มี ก็จะเรียกประชุมร่วมทันที เพื่อหาแนวทางจัดการปัญหาดังกล่าวต่อไป
นายอุดม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้กรธ.ยังได้ปรับลดคุณสมบัติในเรื่องอายุของบุคคลที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่ไม่เกิน 75ปี มาเป็นไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่ไม่เกิน 68 ปี ในวันที่ได้รับการคัดเลือก และยังปรับลดวาระการดำรงตำแหน่ง จากเดิม 9 ปี มาเป็น 7 ปี ส่วนสาเหตุที่กรธ.ลดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการวิจารณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกินไป ตรงนี้กรธ.ต้องการลดความกดดันดังกล่าวลง จึงได้คิดแนวทางนี้ขึ้นมาใหม่
เมื่อถามว่าเป็นการกลายร่างมาเป็น คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.)หรื่อไม่ นายอุดม กล่าวว่า ไม่ใช่ ประเด็นนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปแทรกแซงอำนาจอื่นๆ เช่น กรณีการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ที่มีการถกเถียงระหว่างรัฐบาลรักษาการ กับ กกต. ว่าสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้หรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานนี้จะต้องมีหน่วยงานใดหน่วยงาน หนึ่งยื่นเรื่องเข้ามาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ คปป.มีอำนาจมากกว่านี้ เช่น เมื่อเกิดปัญหาแต่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ก็ให้ คปป.เข้ามาจัดการ
นายอุดม กล่าวว่า กรธ.ได้ปรับเปลี่ยนเรื่องการวินิจฉัยกรณีมีการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 231 ซึ่งจากเดิมป.ป.ช. จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา กรธ.ได้มีการปรับแก้ให้ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถ้ากรณีที่ป.ป.ช.เป็นผู้ฝ่าฝืนจริยธรรมเอง ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ จากนั้นก็ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เป็นผู้วินิจฉัย
นายอุดม กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กรธ.ยังได้ปรับเปลี่ยนการพิจาณาคดีของนักการเมืองในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่พิจารณาอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายและพยานหลักฐานใหม่ โดยปรับเปลี่ยนเป็นสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ในประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พร้อมปรับเปลี่ยนองค์คณะศาลฎีกาในชั้นต้น จากเดิม 9 คน เป็นไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คน ขณะที่องค์คณะของศาลฎีกาในชั้นอุทธรณ์ มีจำนวน 9 คน มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา จากผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าคณะในศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา





