วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลดอำนาจ ศาลรธน.

กรธ. กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ล่าสุดทบทวน หมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ. ) กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือประเด็นที่เกี่ยวกับ “ศาลรัฐธรรมนูญ” รวมอยู่ด้วย 

สำหรับในร่างแรก ให้อำนาจ “ศาลรัฐธรรมนูญ ”ไว้อย่างมาก  โดยในมาตรา 207  บัญญัติว่า ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จะยกมาปรับแก่กรณีใดได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

อธิบายง่ายๆ เป็นการให้อำนาจกับศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด ในเรื่องที่ไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติในเรื่องนั้นไว้  โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้เหตุผลในตอนแรก ว่า แม้ถูกมองว่าให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป แต่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าในอดีต กรณีไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติในเรื่องใดไว้ ทำให้เกิดความสับสนอย่างมากว่าจะมีองค์กรใดเป็นผู้ชี้ขาดว่าในเรื่องนั้นๆ แนวปฏิบัติหรือทางออกคืออะไร จึงยืนยันที่จะให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย 

ขอย้อนไปถึงปัญหาที่ว่านี้ เพื่อจะได้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกยกเลิกไป หลัง คณะ คสช. เข้ายึดอำนาจ ในมาตรา 7 บัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   

เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้เช่นนี้ จึงเกิดปัญหาในอดีตว่า เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติ  เข้าสู่ทางตัน หาทางออกไม่ได้  จะให้“ องค์กรใด”  เป็นผู้วินิจฉัยถึงทางออกที่ว่านั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550  ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าให้“องค์กรใด” ทำหน้าที่วินิจฉัย บางคนถึงขนาดไปไกล  ขยายตีความเอาเองว่า สามารถขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอาศัยมาตรา 7 ได้  แต่ก็ไม่เคยได้ข้อยุติ  

ดังนั้น เมื่อมาถึง กรธ.ชุดนี้ จึงได้บัญญัติลงไปให้ชัดเจน ว่า “ ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัยกรณีไม่มีบทบัญญัติิรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้นๆ   ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ตามมาว่าเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ “ล้นฟ้า ” 

ทำให้ล่าสุดที่ประชุม กรธ. ได้พิจารณาทบทวน หมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเนื้อหาที่ปรับปรุงซึ่งเป็นการลดอำนาจของศาลรัฐธรมนูญลงจากเดิม  โดยทาง กรธ.ได้ปรับ เป็นว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใช้บังคับแก่กรณีใด ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เรียกประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานองค์กรอิสระ มาประชุมเพื่อหารือและร่วมกันวินิจฉัย” จากเดิมที่ให้“ศาลรัฐธรรมนูญ”เป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจวินิจฉัย ทั้งนี้  กรธ. เชื่อว่าเมื่อปรับเนื้อหาดังกล่าวแล้ว จะลบข้อครหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจล้นฟ้า ลงได้  

ก่อนหน้านี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ“บวรศักดิ์” ได้บัญญัติให้ มี คปป. โดยให้มีอำนาจแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมือง แต่ถูกโจมตีอย่างหนักว่า เปรียบเหมือน “ซูเปอร์รัฐบาล” ซ้อนทับรัฐบาลอีกทีหนึ่ง และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกตีตก 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้เคยมีข้อเสนอของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บางคน ที่เสนอแบบ"โยนหินถามทาง" ให้ ประธาน 3 ศาล เข้ามา“ผ่าทางตัน" ทางการเมือง แต่ก็มีผู้ออกมาท้วงติงว่า เหตุใดใช้แต่ตุลาการ ไม่เอาฝ่ายอื่น เข้ามามีส่วนร่วมด้วย  

ดังนั้น การที่ กรธ. ดึงเอาประธานทางด้านนิติบัญญัติ เช่น ประธานสภาผู้แทนราษฎร,ประธานวุฒิสภา และยังแถมประธานองค์อิสระ เข้าร่วมวินิจฉัยกับประธาน 3 ศาล จึงน่าจะเป็น สูตรที่ลงตัวที่สุด