"พงศพัศ"เผยกำหนดตำแหน่งพงส.เสร็จเรียบร้อย เตรียมส่งอนุฯก.ตร.พิจารณา ก่อนชงผบ.ตร.
พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนให้สอดคล้องกับโครงสร้าง และระบบการบังคับบัญชาของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้บัญชาการสำนักงานข้าราชการตำรวจ (ผบช.สง.ก.ตร.) แถลงผลการประชุมของคณะทำงานฯ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ว่า ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้คณะทำงานย่อย ไปดูปริมาณคดีในจังหวัดที่มีการตัดโอนพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญไปดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.สอบสวน ว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ เพื่อรองรับการตัดโอนตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ จนได้ข้อสรุป ดังนี้
ตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เทียบเท่าระดับ ผบก. 14 ตำแหน่ง ยังคงให้ตัดโอนเป็น ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร.ตามเดิม แต่ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ เทียบเท่าระดับ รองผบก. เดิมทีมีการตัดโอนให้เป็น รองผบก.สอบสวน ใน 34 จังหวัด แต่หลังจากที่ได้มีการทบทวน โดยพิจารณาจากปริมาณคดีแล้ว พบว่ามี 8 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี บึงกาฬ หนองบัวลำภู แม่ฮ่องสอน หนองบัวลำภู อุทัยธานี และสมุทรสงคราม มีปริมาณคดียังไม่เพียงพอที่จะให้สามารถมีตำแหน่งรองผบก.เพิ่ม จึงมีการถอนตำแหน่งออกมา จากนั้นนำมาเพิ่มให้กับกองบังคับการในสังกัด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้แก่ บก.ปอท. 1 ตำแหน่ง บก.ทท. 1 ตำแหน่ง บก.ปทส. 1 ตำแหน่ง บก.ปอศ. 1 ตำแหน่ง บก.รฟ. 1 ตำแหน่ง บก.ปคบ. 1 ตำแหน่ง กองบังคับการสืบสวน บช.สตม. 1 ตำแหน่ง และ กองบังคับการสกัดกั้นยาเสพติด บช.ปส. 1 ตำแหน่ง
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวต่อไปว่า ระดับพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เทียบเท่าตำแหน่ง ผกก. ซึ่งต่อไปนี้จะไม่ได้อยู่ประจำที่สถานีตำรวจ แต่ยังคงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผกก.สอบสวน แต่ให้อยู่ในสังกัดกองบังคับการ หรือ กองบัญชาการเดิม เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน เช่นเดียวกับระดับ รองผกก. ถึง รองสว. ที่เดิมทีเคยทำงานสอบสวนอยู่ใด ยังคงอยู่ที่เดิม จะไม่มีการปรับย้ายตัวบุคคล หรือตำแหน่ง แต่อย่างใด ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบางคนเกรงว่าจะถูกย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดภาคใต้ ตรงนี้ยืนยันว่าไม่มี ทุกคนยังคงทำงานสอบสวนอยู่ที่เดิม ซึ่งตรงนี้เราพิจารณาถึงความต่อเนื่องในการทำงาน พนักงานสอบสวนบางนายมีคดีที่ต้องรับผิดชอบจึงต้องการความต่อเนื่อง จนคดีเสร็จสิ้นส่วนพนักงานสอบสวนระดับรองผกก.-สว. จำนวน 37 ตำแหน่ง ที่ผ่านการแต่งตั้งให้ขึ้นข้ามหน่วย หากสมัครใจจะกลับยังหน่วยเดิมที่ขึ้นไม่ได้ ก็จะพิจารณาให้
"ยืนยันว่า การแต่งตั้งพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ส่วนเรื่องสิทธิประโยชน์ระดับ รองผกก.-รองสว. ยังคงได้รับเหมือนเดิม ที่หายไป คือ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิที่เดิมทีมีเงินประจำตำแหน่ง 20,800 บาท แต่ตรงนี้ไม่ต้องกังวล เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ได้ให้นโยบายชัดเจนว่า เงินจำนวนนี้จะต้องนำกลับมาให้ ผกก.ที่ทำหน้าที่สอบสวน ตามเดิม ซึ่งตรงนี้ได้มีการร่างระเบียบ ก.ตร. รองรับไว้ทั้งหมดแล้ว ระเบียบ ก.ตร.นี้ผ่านความเห็นชอบของ ก.ตร. ก็จะได้เงินย้อนหลังนับจากวันที่ยังทำหน้าที่สอบสวนอยู่ ยืนยันว่า เงินจำนวนนี้ไม่ได้หายไปไหน ขณะนี้มีเนื้อเงินอยู่ ได้ตั้งงบประมาณปี 2559 ไว้รองรับแล้ว"รองผบ.ตร.ระบุ
สำหรับขั้นตอนหลังจากคณะทำงานฯ ได้ข้อสรุป จะนำข้อเสนอทั้งหมด เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุฯ ก.ตร.ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ในวันที่ 11 มีนาคมนี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด จากนั้นจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการแต่งตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจของ ผบ.ตร. โดยจะดำเนินการแต่งตั้งให้เสร็จสิ้นก่อนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับรองผบก. ถึงสว. วาระประจำปี 2558
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวถึง กรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการยกระดับสถานีตำรวจจากเดิมที่มีสารวัตรใหญ่เป็นหัวหน้าสถานี เป็นสถานีตำรวจที่มี ผกก.เป็นหัวหน้าสถานี และแต่งตั้งให้พนักงานสอบสวนระดับ ผกก.ไปเป็นหัวหน้าสถานี นั้น ยืนยันว่าคณะทำงานฯ ดำเนินการเฉพาะการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน ไม่มีการพิจารณาเรื่องการยกระดับสถานีตำรวจ ซึ่งเรื่องนี้มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาค่อนข้างมาก จึงต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกสักระยะ
ด้านพล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า การดำเนินการแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกระดับ ผบก.จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ก.ตร.เพื่อกำหนดแหน่ง ก่อนเสนอ ก.ต.ช. แต่ระดับนี้ยังไม่มีตัวบุคคล จึงแยกดำเนินอีกส่วนหนึ่ง แต่ที่มีตัวบุคคล คือ ระดับ รองผกก.-รองสว. ตรงนี้หลังผ่านที่ประชุมอนุฯ ก.ตร.บริหารงานบุคคล หลังจากนั้น ผบ.ตร.จะออกคำสั่งแต่งตั้งใหม่ทั้งหมด แต่ทั้งหมดยังอยู่ที่เดิม เป็นการเปลี่ยนเพียงเลขตำแหน่ง เป็นขั้นตอนทางธุรการ ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง





