กรธ.ลุยถกรายละเอียดว่าด้วยศาล เบื้องต้นยืนศาลรธน. ไว้ในหมวดใหม่ตามเดิม เหตุมีลักษณะพิเศษ ทั้งคุณสมบัติตุลาการฯ
นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คนที่หนึ่ง กล่าวถึงการพิจารณาปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ตามข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ ว่า ล่าสุดที่ประชุมได้พิจารณาในหมวดว่าด้วยศาลแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จทั้งนี้การพิจารณาดังกล่าวมีรายละเอียดที่ต้องหารือกับพอสมควร ส่วนข้อเสนอของหลายฝ่าย เช่น ขอให้ปรับกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ในส่วนของบุคลากรภายนอกองค์กร ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติมีข้อรับรองเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้แล้ว คือให้มีจำนวนบุคคลภายนอกองค์กรได้ไม่เกิน 2 คน ดังนั้นในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญต่อประเด็นดังกล่าวเขียนเนื้อหาเพื่อเป็นกรอบปฏิบัติไว้เท่านั้น เพราะมีรายละเอียดในระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว
นายสุพจน์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อยากให้นำศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติในหมวดว่าด้วยศาลเหมือนเดิมแทนการแยกไปบัญญัติเป็นหมวดใหม่นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่ส่วนตัวมองว่าควรจะเขียนไว้แบบเดิม เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นศาลพิเศษ และมีหน้าที่พิจารณาตามตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามที่มีผู้เสนอเรื่องให้พิจารณา ถึงแม้หลักการพิจารณาโดยศาลรัฐธรรมนูญจะเหมือนจะเป็นหลักการเดียวกับศาลยุติธรรม แต่รายละเอียด เช่น สัดส่วนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้มาจากสายรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อให้มุมมองในมิติทางการเมืองเพิ่มเติมจากในแง่ของกฎหมายหรือบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ มีความแตกต่างกัน ซึ่งกรณีที่เป็นห่วงเรื่องกรอบการพิจารณาหรือหลักวิธีพิจารณาความของศาลนั้น ตนยืนยันว่ากรธ. ได้วางหลักของการทำหน้าที่มากก่อนการใช้อำนาจ
นายสุพจน์ กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นทางการเมืองว่าด้วยกลไกได้มาซึ่งส.ส., ส.ว. และเรื่องอื่นๆ ทางกรธ. พิจารณาแล้วว่าจะนำไปหารือกันอย่างเป็นทางการในการประชุมนอกสถานที่ ที่จ.ประจวบคิรีขันธ์ ช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้
ด้านนายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. กล่าวว่า ประเด็นที่กรธ. ได้พิจารณาปรับปรุงเป็นเบื้องต้น อาทิ การอุทธรณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกฟ้องคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีผู้เสนอให้อุทธรณ์คดีได้ในรายละเอียดของข้อเท็จจริง เพิ่มเติมจากที่กำหนดให้อุทธรณ์คดีได้หากพบหลักฐานใหม่หรือในข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อเสนอของครม.ที่ต้องการให้การดำเนินคดีของนักการเมืองนั้นเป็นไปตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามในกระบวนการของการอุทธรณ์คดีนั้นยังยืนยังในบทบัญญัติเดิม คือ ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
“การให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้นั้น มีผู้ที่มองว่าอาจเป็นการยื้อเวลาสู้คดี แต่ความเป็นจริงแม้จะใช้การต่อสู้เพียงศาลชั้นเดียวก็สามารถยื้อเวลาได้เช่นกัน แต่กรณีดังกล่าวอาจมีปัญหาต่อว่าในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกฟ้องคดีนั้นที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคดีไว้พิจารณา แต่เมื่อผลการตัดสินของศาลออกมาว่าผิดก็ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่ง หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต่อจะเป็นอย่างไร ซึ่งในส่วนของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ถือว่าต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีเมื่อศาลมีคำตัดสิน ขณะที่ผู้ที่เป็นส.ส. ตามข้อกฎหมายต้องใช้กระบวนการพิพากษาที่เป็นที่สิ้นสุด คือ หากมีการยื่นอุทธรณ์ ต้องรอให้ผลตัดสินชี้ให้เด็ดขาดก่อน ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวนั้นบุคคลที่เป็นรัฐมนตรีและส.ส.มีความแตกต่างกันเล็กน้อย อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวต้องคำนึงถึงมาตรฐานทางจริยธรรมที่จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมด้วย” นายอุดม กล่าว




