วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พรเพชร'ยกเหตุผล หนุนมีส.ว.สรรหา

"พรเพชร"เผยยกเหตุผล หนุนมีส.ว.สรรหา ชี้ 20 อาชีพเลือกไขว้บล็อกโหวตได้ ยันคสช.ไม่สืบทอดอำนาจ

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเสนอของสนช.เรื่องรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาส.ว.ให้มาจากการสรรหา ว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศมี 2 สภา มาโดยตลอด ในระยะเริ่มต้นก็ให้มีวุฒิสภาเพื่อให้เป็นสภาพี่เลี้ยง เพราะในขณะนั้นประชาชนยังไม่เข้าใจระบบประชาธิปไตยมากนัก ดังนั้นในระยะเริ่มต้นวุฒิสภาจึงมาจากการแต่งตั้ง แต่พอเริ่มมีพัฒนาการจนเมื่อปี 2540 จึงได้มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต่อมาในรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เป็นการผสมผสานกันระหว่างการเลือกตั้งจาก 77 จังหวัด และการสรรหา แต่หลักการของวุฒิสภาในปัจจุบันเปลี่ยนไป จากที่เรียกว่า สภาพี่เลี้ยง ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากเลือกตั้งอีกแล้ว โดยให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนขององค์กรกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งจะมาในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะคอยพิจารณาร่างกฏหมายที่มาจากสภาผู้แทนฯ วุฒิสภาจึงมีลักษณะช่วยดูแลและเติมให้เต็มถึงความเป็นประชาธิปไตย 

นายพรเพชร กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ยึดถือหลักการนี้แต่เปลี่ยนวิธีการเลือกใหม่ คือ การให้กลุ่ม 20 วิชาชีพเลือกไขว้กัน แต่จากการพิสูจน์ทางวิชาการที่ให้กลุ่มวิชาชีพเลือกผู้แทนของตนเอง ผลคือ มีการสร้างบล็อกโหวตขึ้นมา ถือว่าไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ในการจะมีตัวแทนกลุ่มวิชาชีพอย่างแท้จริง ดังนั้น สนช.จึงเกรงว่า การที่จะรีบด่วนใช้กระบวนการสรรหาส.ว.แบบไขว้กัน จะเป็นการเลือกเร็วเกินไปหรือไม่ หรือ เป็นการไปทดลองโดยที่ยังไม่มั่นใจหรือไม่ สนช.จึงเห็นว่าการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ใช้มานั้น ถือว่าเป็นระบบที่มีจุดอ่อนและข้อเสียน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบแต่งตั้ง และระบบเลือกตั้ง เพราะระบบเลือกตั้งโดยตรง จะไปซ้ำซ้อนกับการเลือก ส.ส. 

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม เสนอให้มีการเลือกส.ว.สรรหาทั้งหมดในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี นายพรเพชร กล่าวว่า พูดชัดเจนแล้วว่าหลักการที่จะมีส.ว.นั้นเพื่ออะไร และควรมาจากกลุ่มบุคคลใด เมื่อกรธ.เสนอให้ใช่วิธีเลือกไขว้ สนช.ก็มองเห็นว่าจะเกิดปัญหาหลายอย่าง ถ้าให้วิเคราะห์กันจริงๆ คงต้องพูดกันยาว จึงได้เสนอให้นายมีชัย ใช้ระบบสรรหาดีกว่า 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากใช้ระบบสรรหาจะทำอย่างไร ไม่ให้ถูกครหาว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ นายพรเพชร กล่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ยืนยันมาตลอดว่า ไม่มีการสืบทอดอำนาจ ดังนั้นจึงต้องดูต่อไป และในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญนี้ ยังไม่เห็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ แต่ยังสงสัยอยู่ที่บอกกันว่าให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ 3 รายชื่อ และการลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียวแล้วมีผลการเลือกตั้งส.ส. 2 ประเภท ยังไม่เห็นว่า ไปเกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจของคสช.อย่างไร และสนช.มีมติไม่เห็นด้วย เรื่องการเลือกตั้งบัตรใบเดียว รวมทั้งการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายก ฯ 

เมื่อถามอีกว่า บุคคลที่เป็นกรรมการสรรหาส.ว.ควรไม่มีคนที่เป็นคสช.ร่วมด้วยเพื่อป้องกันข้อครหาหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูเรื่องคณะกรรมการสรรหา จึงไม่อยากไปก้าวล่วง ไม่อยากชี้นำ เพราะมีกระบวนการต่าง ๆ อยู่แล้ว และกรธ.มีวิจารณญาณที่จะดูว่า คณะกรรมการสรรหาควรมาจากอะไรซึ่งคิดว่าต้องมีความระมัดระวังเรื่องการสืบทอดอำนาจอยู่แล้ว ยืนยันว่า บทบัญญัติทั้งหมดไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งทุกอย่างคงต้องรอวันที่ 29 มี.ค.ที่ร่างรัฐธรรมนูญสมบูรณ์จะออกมา ส่วน ส.ว.สรรหาจะมีอดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) มีโอกาสเข้าไปเป็นในส.ว.สรรหา.ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่นั้น ต้องดูกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนก่อน โดยสนช.มีจุดยืนว่า ระบบการสรรหา ถ้าออกแบบมาให้ถูกต้อง ก็จะเป็นระบบที่มีข้อเสียหายน้อยที่สุด

เมื่อถามอีกว่า ทำไมสนช.จึงเสนอให้ ส.ว.แก้วิกฤติได้ เพราะถ้ามาจากการสรรหา จะเหมือนกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) ประธานสนช. กล่าวว่า ตนไม่อยากอธิบายยาว แต่ถ้าถามว่าทำไมสนช.เสนอเช่นนั้น ต้องดูโจทย์ก่อนรัฐประหารปี 57 มาเป็นตัวตั้ง เพราะขณะนั้นรัฐธรรมนูญเกิดทางตัน จึงเสนอให้ส.ว.น่าจะมีบทบาทเข้าไปแก้ไข ส่วนเรื่อง คปป.นั้น ไม่มี และตนไม่รู้จัก เพราะเรื่องนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

เผยแนวคำถามประชามติต้องกำหนดทิศทางการเมืองในประเทศ 

นายพรเพชร  กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่า เข้าใจว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะส่งมายังสนช.ในวันนี้ ซึ่งน่าจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของสนช.ได้ภายในสัปดาห์หน้า หรือ สัปดาห์ถัดไป เพราะสนช.ต้องพิจารณาภายใน 15 วัน เมื่อดูแล้วเห็นว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ไม่มีอะไรมาก เพราะมีหลักชัดเจนใน 5 ประเด็นเรื่องการทำประชามติ ส่วนคำถามที่สนช.จะต้องตั้งประกอบการทำประชามตินั้น จะตั้ง หรือ ไม่ตั้ง ก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสมาชิกสนช. ซึ่ง สนช.จะพิจารณาเรื่องคำถามได้ก็ต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้วในวันที่ 29 มี.ค. 

"ถ้าเราต้องตั้งคำถามก็จะเป็นคำถามในลักษณะ ที่กำหนดทิศทางการเมืองในประเทศ ซึ่งทิศทางดังกล่าวหมายความว่า ประชาชนอยากได้อะไรจากเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคำถามของสนช.มีคำถามเดียว ถ้าหากเป็นทางออกของประเทศได้เราก็จะทำ"ประธานสนช. กล่าว