วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นิด้าซัดร่างรธน.ฉบับ'ลิ้นหัวใจรั่ว' หวั่นเกิดสงครามปชช.

"นักวิชาการนิด้า" ซัดร่างรธน.ของกรธ. เป็นฉบับลิ้นหัวใจรั่ว เหตุสร้างระบบเลือกตั้งที่มีรัฐบาลไร้เสถียรภาพ ย้ำอาจเกิดสงครามประชาชนได้

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเวทีเสวนา เรื่อง"เติมเต็มรัฐธรรมนูญ เพื่ออนาคตประเทศไทย"เนื่องในงานครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาสถาบัน 1 เมษายน โดยมีนักวิชาการของสถาบันนิด้า เข้าร่วมเวที ทั้งนี้บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบร้อย แม้จะมีภาคประชาชนและนักศึกษาของสถาบันเข้าร่วมงานจำนวนหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจำนวน 3 เข้ามาสังเกตการณ์และบันทึกภาพ   

โดยนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ อาจารย์คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นิด้า ฐานะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงภาพรวมของการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าต้องการแก้ปัญหาให้กับประเทศ สำหรับภาพรวมของการปรับแก้เนื้อหา ล่าสุดได้พิจารณาถึงมาตรา 150 โดยมีรายละเอียดที่ปรับปรุงเป็นจำนวนมาก ตามความเห็นที่ดี และหลักการที่ดีกว่า ขณะที่การเผยแพร่เนื้อหาคาดว่าเร็ว ๆ นี้จะนำเสนอรายละเอียดให้ประชาชนได้รับทราบว่ามีประเด็นที่ปรับแก้ไปแล้วบ้าง   

"การทำงานขณะนี้มีสิ่งที่หนักใจคือการสร้างดุลยภาพการอยู่ร่วมกันของคนไทยที่แตกแยกไม่เฉพาะแตกแยกด้านความเชื่อ แต่ยังพบความแตกแยกในความเชื่อ มาตรฐานทางจริยธรรมและศีลธรรม ทั้งนี้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เอนเอียงตามใจใคร แต่จะหักด้ามพร้าด้วยเข่าก็ลำบาก ดังนั้นสิ่งนี้คือความยาก ​ดังนั้นต้องประนอมเพื่อประคองให้ไปได้ เพื่อให้พื้นที่ความดีเบียดความไม่ดีให้เหลือน้อยที่สุด ส่วนความเห็นที่ได้รับมีหลายเรื่องที่ผมเห็นด้วย แต่ด้วยนิสัยคนไทยไม่เหมือนสมัยก่อนที่ เมื่อมีหนังขายยามาแล้วไปดูและคิดไปในทางเดียวกัน แต่ตอนนี้มีความซับซ้อนมาก ดังนั้นความเห็นของแต่ละคนล้วนมีเหตุมีผล แต่เราต้องคิดว่าจะให้ไปร่วมกันได้อย่างไรโดยไม่เสียหลักการ" นายชาติชาย กล่าว  

ด้านนายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า กล่าวว่าตนกังวลต่อระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว เพราะระบบพรรคการเมืองในประเทศไทยเป็นพรรคการเมืองของระบบทุน ดังนั้นหากให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวจะทำให้ระบบทุนเข้มแข็งมากขึ้น และพรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบ เนื่องจากมีทุน ขณะที่พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือพรรคมวลชนมีโอกาสเกิดได้น้อยเพราะไม่สามารถส่งส.ส.​ได้ครบทุกเขตเลือกตั้งได้ และไม่สามารถมีคะแนนที่ใช้คำนวณในระบบบัญชีรายชื่อเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภาฯ​

"ผมมองว่าบัตรเลือกตั้งใบเดียวไม่มีผลต่อคุณภาพของส.ส. เพราะกรณีจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งพรรคจะมีการแบ่งเกรดผู้สมัครในพื้นที่ ซึ่งพรรคต้องเลือกคนเกรดเอ ที่มีโอกาสจะชนะเลือกตั้งลงแข่งขันอยู่ดี ดังนั้นความหมายของคนคนดีหรือไม่ดี ของคนร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคนละความหมายกับคนดี หรือไม่ดี ของประชาชน ซึ่งผมไม่เชื่อว่าบัตรเลือกตั้งใบเดียวจะให้พรรคคัดคนดีลงเลือกตั้งได้" นายบรรเจิด กล่าว             

ส่วนประเด็นความพยายามแก้ปัญหาวิกฤตที่ให้คนกลางเข้ามาเป็นนายกฯ​แต่ติดปัญหาว่าคนกลางดังกล่าวไม่เป็นส.ส. นั้น ในร่างรัฐธรรมนูญควรเขียนเปิดช่องให้แก้ปัญหาได้โดยการใช้เสียงเห็นชอบข้างมากหรือ 2 ใน 3 แทนการกำหนดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อคนที่สนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เพราะกรณีกำหนดรายชื่อดังกล่าวไม่สอดคล้องกับระบบการเมืองไทย ทั้งนี้ยังมีประเด็นที่ตนกังวลอย่างสำคัญ คือ การให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการปกครองทางการเมือง และจะส่งผลให้กลไกของรัฐสภาทำงานไม่ได้ รวมถึงเป็นจุดที่สร้างปัญหาและภัยคุกคามให้กับศาลรัฐธรรมนูญ  เพราะการกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นวินิจฉัยปัญหาทางการเมือง หรือชี้เป็นชี้ตายทุกเรื่อง รวมถึงและเปิดช่องให้ทุกประเด็นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ​สุดท้ายการปกครองของประเทศไทยจะเป็นการปกครองโดยศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ตนกังวลมากสุด คือการสร้างเงื่อนไขให้ตัวแทนทุกพรรคเห็นชอบร่วมด้วยนั้น ถือเป็นการตั้งเงื่อนไขที่ยากเกินไปและไม่สอดคล้องกับระบบการเมืองไทย ดังนั้นหากไม่ลดเงื่อนไขดังกล่าวลงอาจเป็นชนวนที่ทำให้การฉีกรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้อีก และจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีอายุสั้น    

ขณะที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดี นิด้า กล่าวว่าการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดีต้องสร้างโอกาสให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง เพราะหากเขียนให้รัฐบาลอ่อนแอ หรือเกิดเป็นรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ จะทำให้การบริหารประเทศไปไม่รอด ขณะที่กลไกการได้มาซึ่ง ส.ส. ที่กรธ.กำหนดให้ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม และใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว มองว่าจะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่ง เพราะในประเทศไทยมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่พรรคอื่นๆเช่น ชาติไทยพัฒนา, ชาติพัฒนา ถือเป็นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หากการเลือกตั้งด้วยระบบของกรธ. ทำให้พรรคใหญ่ไม่ได้เสียงเกินครึ่ง จะทำให้พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กมีโอกาสรวมตัวกันเองเพื่อสร้างเงื่อนไขให้พรรคใหญ่เข้าร่วมและเกิดการต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลได้             

"ข้อเสนอให้ตั้งนายกฯคนนอก อาจทำได้โดยไม่ต้องรอวิกฤต เพราะพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กต่อรอง ทำให้พรรคผสมที่แกนนำไม่ได้เสียงเกินครึ่ง อาจเกิดสภาพที่นายกฯ ไม่มีสิทธิสั่งการเลือกรัฐมนตรีของพรรคขนาดกลางได้ และปกครองไม่ได้เพราะอาจถูกขู่ว่าจะถอนตัวได้และก่อให้เกิดการยั่วยวนให้มีรัฐประหารขึ้นได้อีก ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.​ที่เขียนมา หากมองเฉพาะจุดก็อาจจะดี เหมือนกับเราดูอวัยวะว่าตับดี กล้ามเนื้อดี ไตดี แต่กลับพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาต เป็นลิ้นหัวใจรั่ว เพราะจุดสำคัญที่ว่านั้นคือการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นหัวใจนั้นไม่ดี ดังนั้นเมื่อหัวใจไม่ดีเขาจะอยู่ได้อีกกี่วัน หากการบริหารประเทศไม่ดี แล้วประเทศจะไปรอดหรือ และอาจเกิดปัญหาทางการเมืองได้ รวมถึงมีโอกาสการรัฐประหารได้อีก"นายสมบัติ กล่าว      

นายอุดม ทุมโฆสิต อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า กล่าวว่า หากไม่จัดสมดุลอำนาจของประชาชนให้ดี อาจเกิดสงครามประชาชนได้ ทั้งนี้ควรให้ประชาชนมีบทบาทการจัดการ ชุมชน และชีวิตตนเอง และให้รัฐมีหน้าที่กำกับดูแลเท่านั้น โดยหัวใจสำคัญคือการกระจายอำนาจ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้งนี้อย่ารวมศูนย์อำนาจรัฐ ขณะที่การปฏิรูปที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ ต้องทำให้ชัดเจนด้วยการเขียนให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อให้ประเด็นปฏิรูปถูกขับเคลื่อนไปได้โดยสำเร็จ รวมถึงต้องกำหนดให้การปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติ

ทั้งนี้ มองว่าวาระประชาธิปไตยและปฏิรูป เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไปได้ ขณะที่ประเด็นการสืบทอดอำนาจนั้น เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันตลอดว่าไม่สืบทอด ควรเป็นเช่นนั้น แต่หากเขาไม่ทำประชาชนมีสิทธิโห่ไล่ได้

ร่างรธน. เขียนกลไกป้องกันขัดแย้งช่วงเปลี่ยนผ่านได้ 

ภายหลังการเสวนา นายสมบัติ ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นความต้องการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้เขียนกลไกช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่า กลไกช่วงเปลี่ยนผ่านดังกล่าวนั้นตนไม่ทราบว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร อย่างที่หลายฝ่ายประเมินว่าอยากให้คสช. เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ด้วยอำนาจของส.ว.ที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีอำนาจที่น้อยมาก

ดังนั้นจึงไม่ทราบความสำคัญว่าจะใช้ส.ว.เพื่อเปลี่ยนผ่านอย่างไร เห็นมีเพียงให้ส.ว.เป็นพื้นที่ของคนที่อยากมีตำแหน่งเท่านั้น ส่วนประเด็นความต้องการกำกับความสงบเรียบร้อยช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น ในรัฐธรรมนูญของหลายประเทศ เช่นประเทศฝรั่งเศส ยังมีบทให้รัฐบาลดำเนินการยับยั้งความขัดแย้ง วุ่นวายได้ แต่ของประเทศไทย หากจะเขียนในลักษณะดังกล่าวสามารถทำได้ แต่ต้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าว 

"การร่างรัฐธรรมนูญภาวะที่สังคมมีความขัดแย้ง จะฟังเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะการตามใจผู้ใด ทั้งนี้โร้ดแม็พของรัฐบาลคสช. กำหนดไว้ชัดเจนแล้ว หากไม่ทำและยิ่งให้เกิดความขัดแย้งจะอันตรายมากขึ้น อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการสิ่งใดที่ทำให้เกิดการไม่ยอมรับของประชาชนรวมถึงสังคมโลก ส่วนการขอระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น ผมมองว่าแล้วแต่มุมมอง เพราะหากคนที่ไม่ไว้ใจนักการเมืองก็อาจสนับสนุน แต่มุมของคนที่ตรงข้ามอาจไม่ต้องการ ส่วนผมนั้นไม่มีความเห็นและไม่ขอฟันธง"นายสมบัติ กล่าว 

นายสมบัติ กล่าวว่าการปรับกลไกได้มา ซึ่งส.ว.จะให้เป็นรูปแบบเลือกตั้งทั้งหมด หรือ สรรหาทั้งหมดไม่ใช่นิยาม ที่ส่งถึงความเป็นประชาธิปไตย เพราะในหลายประเทศใช้รูปแบบที่มาจากการสรรหา หรือเลือกทางอ้อม หรือหลายรูปแบบ ส่วนตนนั้นสนับสนุนให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะมั่นใจว่าสังคมไทยมีความเข้มแข็งสามารถเดินไปบนเส้นทางประชาธิปไตยได้ แม้จะขัดแย้งเรื่องของแนวคิดหรือสีเสื้อ