วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปท.เห็นชอบรายงานปฏิรูปตำรวจ เสนอก.ตร.เลือกผบ.ตร.

"สปท."เห็นชอบรายงานปฏิรูปตำรวจ เสนอก.ตร. เลือกผบ.ตร. หวังทำให้ปลอดการเมือง มั่นใจเสร็จในรัฐบาลนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) โดยมีร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท.เป็นประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง โดยพล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน โฆษกกมธ.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. ชี้แจงรายงานว่า การปฏิรูปตามแนวทางรายงานฉบับนี้ ยอมรับว่าเป็นการย้อนยุค เพราะได้นำเอาแนวทางการปฏิรูปตำรวจตั้งแต่ปี 2405 มาปรับใช้ เพราะตั้งแต่สมัยรัฐบาลปี 2547 เป็นต้นมาต้องการทำให้องค์กรตำรวจอ่อนแอ สร้างรัฐตำรวจและย่ำยีองค์กรตำรวจโดยการให้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และยังตั้งนายกฯเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เพื่อให้ตั้งนายพลทั้งหมด เราจึงมักเห็นรองผบ.ตร.ของไทยเดินตามนายกฯไปทุกที่ 

พล.ต.ท.อำนวย กล่าวต่อว่า ดังนั้นกมธ.จึงเสนอแนวทางการปฏิรูปโดยปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของก.ตร. โดยทำให้ก.ตร.เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลเพียงองค์กรเดียว มีความเป็นอิสระ ปราศจากการถูกครอบงำทางการเมือง และให้ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.ด้วย และให้การบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เป็นไปในทำนองเดียวกับคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ทั้งนี้ยังปรับให้ ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. แทน ก.ต.ช. รวมทั้งให้มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของผบ.ตร.ด้วยว่า ส่วนบทบาทของก.ต.ช.ได้กำหนดให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบุคคลอีกต่อไป แต่ยังให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ต.ช.เพื่อขับเคลื่อนการทำงานเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลเหมือนเดิม

พล.ต.ท.อำนวย กล่าวอีกว่า สำหรับกระบวนการสรรหาบุคคลแต่งตั้งผบ.ตร.นั้นแม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีคำสั่งที่ 44/2558 ลงวันที่ 4 ธ.ค. 2558 แก้ไขเพิ่มเติมให้ผบ.ตร.เสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นผบ.ตร.คนใหม่ต่อ ก.ต.ช.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอนายกฯให้นำความขึ้นกราบบังคมทูล โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง แต่กระบวนการก็ยังคงต้องให้ก.ต.ช.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนซึ่งประธานก.ต.ช.ก็คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังเป็นฝ่ายการเมืองอยู่ดี กมธ.จึงเสนอให้การแต่งตั้งผบ.ตร. ควรดำเนินการโดย ก.ตร.เพียงองค์กรเดียว โดยให้ก.ตร.พิจารณาคัดเลือกตำรวจจากตำแหน่ง จเร และรองผบ.ตร. หรือเทียบเท่ายศพล.ต.อ. เข้าสู่กระบวนการสรรหา ซึ่งผู้เข้ารับการสรรหาต้องแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นให้ ก.ตร. พิจารณาผู้ที่เหมาะสมเป็นผบ.ตร.มา 1 รายชื่อแล้วเสนอให้นายกฯดำเนินการนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯต่อไป ทั้งนี้กมธ.ได้กำหนดระยะเวลาการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ภายในรัฐบาลนี้หากมีปัญหาในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ก็ให้นายกฯใช้มาตรา 44 แก้ไขความในพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปที่กมธ.เสนอ  

จากนั้นสมาชิกสปท.ได้ลุกขึ้นแสดงความเห็น โดยนายนิกร จำนง สปท. อภิปรายว่า ที่ผ่านมาเรามองว่าองค์กรตำรวจถูกแทรกแซงจากภายนอก โดยอำนาจนายกรัฐมนตรี ที่สามารถแต่งตั้งดู ผบ.ตร. ได้ ซึ่งแผนงานปฏิรูปที่ถูกเสนอมานี้ เรากำลังจะทำให้ตำรวจเป็นเหมือนกึ่งองค์กรกิสระดูแลกันแต่งตั้งกันเอง แต่องค์กรตำรวจนั้นมีหน้าที่ทำตาม นโยบายของรัฐบาล ซึ่งการให้รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนั้น มองมุมหนึ่งก็เป็นการแทรกแซง แต่หากมุมอีกมุมก็เป็นระบบการทำงาน เพราะตำรวจเกรงใจนักการเมือง นักการเมืองเกรงใจประชาชนชน และประชาชนก็กลัวตำรวจ หากตำรวจมีโครงสร้างแบบนี้แล้ว ใครจะเป็นคนควบคุมตำรวจ เพราะรัฐบาลมีอำนาจแต่งตั้งและถอดตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่อำนาจนั้นก็มาจากประชาชน ซึ่งจะถูกเอาคืนทุก 4 ปี ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า หากมีการใช้อำนาจส่วนนี้กันเองแล้วมีปัญหาขึ้นมา ใครจะเป็นผู้ดูแล ที่ผ่านมาเราพูดแต่เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างของตำรวจ แต่ไม่ได้กล่าวถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พวกเขาเป็นรายบุคคล เพราะงานตำรวจถือว่าทำงานหนักแต่ได้เงินน้อย หากตำรวจมีสวัสดิการที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ พวกเขาก็จะไม่ถูกกดดันโดยอำนาจภายนอก โดยเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสนใจ  

ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ สปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาสปท. ยังไม่ได้มีงานปฏิรูปที่เป็นชิ้นเป็นอัน หากใช้อำนาจมาตรา 44 ตามที่พ.ต.ท.อำนวย เสนอมาแล้วปฏิรูปเรื่องนี้สำเร็จได้ ก็จะกลายเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของ สปท. แต่ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอที่ปรับปรุงให้ ก.ตร. มีอำนาจเลือก ผบ.ตร. ได้นั้น เมื่อดูโครงสร้างของ ก.ตร. แล้วจะพบว่ามีรอง.ผบ.ตร.และจเรตำรวจจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมในก.ตร ด้วย ซึ่งทำให้มีความได้เปรียบเสียเปรียบที่ต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ชิงตำแหน่งที่ไม่มีความใกล้ชิดกับ ก.ตร. ตัวประธาน ก.ตร. ก็เป็นอดีตข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ. ก็เป็นที่น่าถามว่า องค์กรนี้จะขับเคลื่อนโดยข้าราชการเกษียณหรืออย่างไร  

นายกษิต ภิรมย์ สปท. อภิปรายว่า วันนี้พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปท.มีคดีความเกี่ยวกับสตช. แต่เรากำลังจะมีข้อเสนอปฏิรูปให้ สตช. เป็นองค์กรอิสระ ปลอดจากการเมือง เรื่องนี้จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ เพราะประเทศที่มีประชาธิปไตยจะต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ข้อเสนอนี้เมื่อ สตช. เป็นอิสระแล้วกลับไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ตนจึงขอเสนอให้ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ โดยตำแหน่งผบ.ตร. หรือ หัวหน้าสำนักงานตำรวจระดับเทศบาลเมือง อาจให้มีการสมัครกันเข้ามา แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก แบบนี้จึงจะมีความน่าเชื่อถือ ตนเห็นว่ากมธ.ยังไม่ได้จัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้องว่า การปฏิรูป สตช.ที่แท้จริงควรทำอย่างไร เพราะขนาดการแต่งตั้งผบ.ทบ.ในยุครัฐบาลนี้ ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่ทำไมยังมีข่าวลือและข้อครหามากมาย เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้พวกเราพิจารณาเห็นชอบให้ สตช.เป็นอิสระ ตนคิดว่าจะมีความเสียหาย ศักดิ์ศรีของนายตำรวจดี ๆ จะหมดไปหรือไม่ วันนี้เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน โดยต้องไม่ทำเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องทำเพื่อประชาชนโดยเอาความจริงมาพูดกัน อย่าหลอกตัวเอง และหลอกประชาชน  

ขณะที่นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปท. อภิปรายว่า ตอนนี้ กมธ.กำลังปฏิรูปองค์กรตำรวจโดยลดอำนาจของนักการเมืองลง แต่กลับให้อำนาจไปอยู่ในมือตำรวจเพียงกลุ่มเดียว สิ่งที่กมธ.ไม่ได้พูดถึง คือ ระบบวัฒนธรรมของตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตำรวจมาจากสถาบันเดียวกันจึงทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่กมธ.ตั้งใจ คือ ต้องทำให้องค์กรตำรวจเป็นอิสระ แต่นอกจากเป็นอิสระจากการเมืองแล้ว ยังทำให้เป็นอิสระจากประชาชนด้วย

เพราะตำรวจจะโปร่งใสต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี ตัวอย่างที่จะทำให้องค์กรตำรวจมีความโปร่งใส คือ ต้องกระจายอำนาจลงท้องถิ่น องค์กรที่จะได้รับการปฏิรูปต้องส่งสัญญาณให้กับประชาชนรู้ว่า พร้อมแล้วที่จะได้รับการปฏิรูป แต่กรณีของพล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เท่ากับว่า องค์กรตำรวจยังไม่มีความพร้อมที่จะปฏิรูป ทั้งที่สิ่งที่ประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายตำแหน่ง การรับส่วย ก็เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปอยู่แล้ว   

หลังจากที่ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 100 ต่อ 30 งดออกเสียง 48 โดยคณะกมธ.จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงแก้ไขก่อนส่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 7 วัน