วิเคราะห์ "ทักษิณ"ขยับ สะเทือนการเมืองกระเพื่อม.. "ขุนทหารใหญ่" จะรุกหรือรับ?
ย่างก้าวการขยับของการเมืองในขณะนี้เรียกได้ว่าคึกคัก และเปี่ยมด้วยนัยยะอย่างยิ่ง จนต้องลุ้นว่าบ้านเมืองเราจะเดินไปในทางไหนต่อไป เพราะการออกมาเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” และเครือข่ายนั้น สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อยทีเดียว
“ทักษิณ” เดินหน้าให้สัมภาษณ์สื่อระดับโลกอย่าง วอลล์สตรีท เจอร์นัล , ไฟแนนเชียล ไทม์ ,รอยเตอร์ และ อัลจาซีราห์ แบบติดๆกัน จึงเชื่อได้ว่าการขยับครั้งนี้ มีการเซ็ทจังหวะจะโคนอย่างมีวาระ มิใช่การให้สัมภาษณ์เพราะมีการติดต่อมาเท่านั้น
อีกทั้ง เนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์ก็มีความสอดคล้อง และเป็นการโจมตีการทำงานของผู้ถืออำนาจในปัจจุบันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องเศรษฐกิจ และยื่นข้อเสนอที่ผู้ติดตามต้องรับฟังอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งก็คือ การขอ “เจรจา”
และภายหลังการขยับของ “ทักษิณ” แน่นอนว่ากลุ่มเการเมืองของเขาอย่างพรรคเพื่อไทยก็ออกมารับลูกกันอย่างต่อเนื่อง
แต่ที่น่าสนใจคือการเปิดตัวของ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ที่ออกมาแจกจดหมายเปิดผนึกและท่าทีที่ค่อนข้างรุนแรงต่อ คสช. เช่นการระบุว่าการทำงานของ คสช. เสี่ยงต่อการที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง และเรียกร้องให้คืนอำนาจต่อประชาชนโดยเร็ว
ท่าทีอันสอดคล้องนี้ ทำให้คนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆทำไมการเมืองจึงขยับ หลังจากนิ่งมานาน
แน่นอนว่าเรื่อง เจรจาถูกหยิบมาเป็นประเด็นใหญ่ เพราะชัดเจนว่า “ทักษิณ” เองนั้นถูกมองอยู่ในสถานะคู่ขัดแย้งอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องถามคือ เจตนาของเขา ณ นาทีนี้คือการเจรจาจริงหรือ ที่ถามเช่นนี้เพราะยังสงสัยกันว่าเขาอยู่ในสถานะอะไร และเขายังมีอำนาจต่อรองอะไรอีกหรือไม่
การเจรจานั้น อย่างแรกที่ต้องมีคือ ข้อที่จะไปเจรจาตกลงแลกเปลี่ยนกัน แต่นาทีนี้ “ทักษิณ” กำลังจะตกลงเจรจาแลกเปลี่ยน “อะไร” กับ “ใคร” สิ่งที่เขาต้องการได้คืออะไร ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญที่ดี หรือการหยุดคดีที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเขา?
เขาจะเอาอะไรไปแลก การหยุดเคลื่อนไหว การเลิกเล่นการเมือง การยอมรับกติกาที่จะมีขึ้นใหม่ ... หรืออะไรที่มากกว่านั้น?
และเขาคิดจะเจรจาด้วยคือกับใคร แน่นอนว่า ฟากหนึ่งของขั้วความขัดแย้ง มีเขาเป็นตัวยืนหลัก แต่อีกด้านหนึ่งของปลายเชือกที่เขามองเห็นเล่า เป็นใครกันแน่
ยิ่งไปกว่านั้น นาทีนี้ เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจสิทธิขาดในการเจรจาอีกแล้ว เพราะแม้เขาจะเป็นตัวใหญ่ของฟากหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ใช่ทั้งหมดของความขัดแย้ง เพราะคนที่อยู่อีกด้านของความขัดแย้งก็มีอยู่อีกมากมาย และตัวเขาเองก็กำลังอยู่ในสถานะที่ยากลำบากเช่นกัน เพราะสายตาที่มองมาที่เขาของคนคุ้นเคยเริ่มไม่เป็นมิตรเหมือนที่ผ่านมา
มุมหนึ่ง เป็นเพราะท่าทีของเขาที่นิ่งเฉย ยามทหารเข้ารุกไล่ผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และการหยุดนิ่งเป็นเวลานาน ยิ่งคล้ายกับการปล่อยให้มวลชนต้องต่อสู้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่มีเขาอยู่ในขบวนมาเป็นเวลานาน รวมถึงในอดีตที่เขามองข้าม "มวลชน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งผลักดัน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยจนเป็นการเปิดประตูสู่รัฐประหาร
การเจรจา จึงเป็นเพียงวาทะเรียกแขก ให้หันมามองเขาเท่านั้น แต่เป้าหมายหลัก คือเขาต้องการที่จะกลับเข้าสู่ขบวนการเมืองที่กำลังจะเคลื่อนไหวไปข้างหน้า
ทั้งนี้ เพราะมีสัญญาณมาจากคนในกลุ่มพวกเขาว่า นาทีนี้ถึงเวลาที่ “ทักษิณ” จะต้องกลับเข้าสู่เวทีแล้ว เพราะชัดเจนว่าครั้งหน้า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น่าที่จะไม่ลงสนามการเมืองได้อีก ไม่ว่าจะเป็นจากกติกาที่ถูกขีดเขียนห้ามเอาไว้ หรือจากความต้องการของตัวเธอเอง
และจังหวะนี้นี่เองที่ คสช. ตกอยู่ในสถานะเพลี่ยงพล้ำ หรือที่เรียกกันว่าอยู่ในขาลงอย่างเห็นได้ชัด จากเรื่องต่างๆที่ทำให้คนเกิดความไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นยเรื่องการละเมิดสิทธิ หรือ การบัญญัติกติกาที่ไม่เป็นธรรมอย่างร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำให้ทุกเรื่องดูแย่ลงไปกว่าเดิมคือ สภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในขาลงอย่างเห็นได้ชัด จนชาวบ้านร้านตลาดรู้สึกได้เอง
มีคำกล่าวว่า ความรู้สึกใดๆ จะไม่ถูกรู้สึกหากปากท้องยังอิ่ม เศรษฐกิจยังดี แต่เรื่องเพียงเล็กน้อยก็พร้อมจะลุกลามหากเศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวยากหมากเพง เงินทองที่มีเริ่มไม่เพียงพอ
ดังนั้น จึงไม่มีจังหวะไหนที่จะเหมาะสมไปกว่านี้ในการเปิดตัว โดยการใช้จุดเด่นของตัวเองเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มาเป็นตัวกดดันผู้อยู่ในอำนาจ
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขายังมั่นใจว่าถ้าเลือกตั้ง ต่อให้ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน หรือกติกาแบบใด พวกเขาก็ยังจะชนะเลือกตั้ง ซึ่ง คสช. เองก็คงเชื่อแบบนั้น ดังนั้นกติกาที่ออกมาจึงไม่ใช่การทำให้กลุ่มที่ใกล้ชิดกับเขาพ่ายแพ้ หากแต่อยู่ที่ “ชนะแล้วจะมีค่าอะไร?”
กลไกที่ออกแบบมานั้นเน้นทำให้พรรคอ่อนแอลง และเมื่อได้รับเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งแม้จะมีอำนาจ แต่ก็ไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่ออกแบบมามีการควบคุมรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ชนิดที่เรียกได้ว่ากระดิกอะไรแทบไม่ได้
่และที่สำคัญ ยังจะมี “กลไกระยะเปลี่ยนผ่าน” เพื่อการันตีว่าไม่ว่าอย่างไรจะมี “เจตนารมณ์” ของ คสช. ฝังอยู่ในบ้านเมืองต่อไปอย่างน้อยก็ห้าปี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่แข็งกร้าว หรือแบบที่แนบเนียนก็ตาม คณะกรรมการตามร่างพ.ร.บ.ยุทธศาตร์ชาติฯเอง ก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลไกนี้ และนี่คือสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวยิ่งกว่าการออกแบบให้เลือกตั้งยากเสียอีก
ดังนั้น การออกมาในช่วงเวลานี้ จึงเป็นการประกาศเดินหน้าชนกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนว่า องคาพยพของพวกเขาก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน แม้หลายคนจะไม่เห็นด้วยกับ “ทักษิณ” ในหลายๆเรื่อง แต่เมื่อเป้าหมายในประการนี้ตรงกัน ก็น่าที่จะเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันคือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดกติกาดังกล่าว
อีกสัญญาณหนึ่งที่ “ทักษิณ” น่าจะได้รับจนถึงขนาดต้องกลับเข้าสู่การเมืองคือ “สัญญาณ” เลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้าจากพรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลางที่ขยับอย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้เชื่อได้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ อีกทั้งคำพูดของ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เองก็บอกว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พ ทำให้น่าเชื่อว่าไม่เกินกลางปีหน้าน่าจะมีเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายใต้กติกาแบบใด และการล่าช้าหรือนิ่งเฉยไม่ยอมกลับเข้าสู่ขบวนก็อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ทั้งหมดจึงน่าจะเป็นเหตุและผล ให้การเมืองจากนี้ ขยับอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ที่ต้องถามคือ ผู้กุมอำนาจปัจจุบัน จะยอมให้มีการขยับถึงขนาดไหน เพราะเขาคงไม่ยอมให้เจตนารมณ์แห่งการรัฐประหารสูญเปล่าอย่างแน่นอน





