"อภิสิทธิ์"ประเมิน 2 ปัจจัย"ทักษิณ"ออกโรงกดดันรัฐบาลช่วงนี้ เชื่อ"ประยุทธ์"มาถูกทางทำตามกฏหมายขอความชัดเจน หวั่นขัดแย้งซ้ำซาก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างชาติว่า 2 ปีหลังรัฐประหารนายทักษิณให้สัมภาษณ์ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับครั้งก่อน แต่เคยมีคำพูดหนึ่งคือ แกล้งตาย วันนี้คิดว่ามีหลายปัจจัยที่อาจจะทำให้เขาเลือกจังหวะที่จะแสดงความเห็น คือ 1. ต้องยอมรับว่าคดีความที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัว กำลังงวดเข้ามา ทั้งคดีจำนำข้าว ทั้งคดีกรุงไทย อาจเป็นแรงกดดันในการออกมาในลักษณะของการตอบโต้ และที่น่าสนใจคือคำพูดที่แสดงความมั่นใจว่าจะกลับมาโดยไม่จำเป็นจะต้องมารับโทษ จึงน่าจะเกี่ยวพันกับคดีความของคนในครอบครัว
2.เป็นจังหวะที่ประเด็นเรื่องของรัฐธรรมนูญและการลงประชามติกำลังจะมาถึงที่เห็นชัดคือในกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) หรือผู้สนับสนุนเขาได้เลือกที่จะไม่ต้องรอแล้วว่าจะมีใครไปแก้อะไรหรือไม่แก้แต่เดินหน้าเต็มที่ว่าคัดค้านไม่เอาฉะนั้นก็ไม่แปลกที่ใช้จังหวะเวลานี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว ยังไม่สามารถปรองดองสมานฉันท์ได้ว่าตนกกลับไม่มองเช่นนั้น แต่มองว่านายทักษิณต้องอาศัยสื่อต่างประเทศ เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว ทั้งจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ บริษัทล็อบบี้และต้องยอมรับความจริงว่าโลกตะวันตก ไม่ชอบการรัฐประหาร ดังนั้นเมื่อมีเสียงแสดงท่าทีในการคัดค้านก็จะมีโอกาสได้พื้นที่ข่าวสูง ตนจึงไม่มองว่าล้มเหลว แต่ถ้ามีเกิดการฮั้วกัน นั่นจะเป็นความล้มเหลวมากกว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่าไม่ต้องตอบโต้ แต่ให้ย้ำในเรื่องกฎหมายที่ต้องมีการบังคับใช้ เป็นการยืนยันให้เกิดความมั่นใจว่าคสช.ไม่ได้เปลี่ยนแปลงท่าทีจุดยืน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่มีการเสนอให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บัญญัติแบ่งช่วงเวลาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ไปพบกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แสดงให้เห็นว่า ตัวผู้ร่างเองก็ยังไม่ทราบชัดเจนว่า มันคืออะไร เหมือนกับเป็นการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจว่า การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การเดินเข้าสู่ระยะที่ 3 นี้ คสช. หรือ ครม. เองก็ยังไม่มั่นใจว่า ทุกอย่างจะเรียบร้อย จึงพยายามจะบอกว่า มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างในช่วงแรกหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้เกิดความชัดเจน และเปิดเผยมาให้ชัดเลยเพราะมีคนกล่าวหาว่าจะสืบทอดอำนาจหรือไม่ สังคมต้องการให้เมื่อ คสช. ออกไปแล้ว ประเทศเดินหน้าได้จริง เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรกับใครเลย ถ้าบ้านเมืองก็อยู่ในวังวนของความวุ่นวายขัดแย้งจึงขอความชัดเจนดีกว่าต้องมาถกเถียง และถูกนำไปบิดเบือนของกลุ่มฉวยโอกาสไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งในอนาคต
"พูดกันง่ายๆเลยว่า เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ท่านปล่อยมือหรือไม่ ตอนนี้ที่เขียนไว้คือ จะปล่อยคือเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ โดยการคงอำนาจในมาตรา 44 เอาไว้จนถึงมีรัฐบาลชุดใหม่ ถ้าคิดว่ามันอาจจะมีปัญหาหลังจากนั้น เช่น กลัวคนแพ้เลือกตั้งไม่ยอมรับการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งไม่น่าจะใช่ เพราะว่าตั้งรัฐบาลได้แล้ว กลัวรัฐบาลที่มาแล้วใช้อำนาจในทางไม่ชอบหรือไม่ ถ้าใช่ ทำไมไม่เขียนในรัฐธรรมนูญว่า จะป้องกันปัญหานี้อย่างไร เพราะควรมีกติกาถาวร ไม่ใช่ช่วงแรกเท่านั้นที่จะมาช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไปในทางไม่ถูกต้องหรือกลัวว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้ง แล้วเจอปัญหาไม่สามารถใช้กองทัพ กับตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องรีบทำกติกาที่มันคุ้มครองว่า ตำรวจ ทหาร จะสามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวมได้ แม้จะเจอกับรัฐบาลที่ลุแก่อำนาจ หรือรัฐบาลที่ต้องการที่จะใช้อำนาจในทางไม่ชอบ"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หน.ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องทำอย่างนี้ ดีกว่าที่จะบอกว่า หลังการเลือกตั้งก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร เราอย่าเพิ่งทำกติกาให้มันชัดเจน ที่สุดจะเป็นปมปัญหาขัดแย้ง เพราะระบอบประชาธิปไตยที่เราต้องการคือ สามารถตอบสนองประชาชนได้ ถ้าเกิดความรู้สึกว่ายังไม่ใช่ มันจะเป็นปัญหาอีก หรือแม้แต่เรื่องอึมครึมกับการมีแผนยึด 20 ปี ซึ่งตอนนี้บอกว่า แก้ได้อีกโดยฝากไว้กับส.ว. ชุดแรก สังคมจะมีความมั่นใจได้แค่ไหน ในเมื่อตัวท่านนายกฯ เองก็บอกว่า คสช. หรือท่านเองก็คงไม่ได้จะอยู่แล้ว





