"สุวพันธุ์"เซ็งสื่อพาดหัวคลาดเคลื่อน แจงถกหลายฝ่ายปมตั้งสังฆราช ยันรัฐบาลมีเจตนาดี ไม่คิดแทรกแซงก้าวก่ายศาสนา
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ว่า ตนได้ขอให้มหาเถรสมาคม(มส.)จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะสงฆ์ องค์กรชาวพุทธ และภาคประชาชนไปแล้ว และเมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)จัดประชุมกับชมรมเปรียญธรรม 9 ประโยค ที่พุทธมณฆล ตนได้เดินทางไปพูดคุยเป็นการภายในด้วย แต่มีหลายเรื่องที่ปรากฎเป็นข่าวออกมาแล้วไม่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ตนพูด จึงคิดว่าคนที่พูดคุยกับตนอาจไม่เข้าใจ ส่วนการไปพาดหัวข่าวว่าประชาชน 1 ล้านคนไม่ยอมรับการตั้งพระสังฆราช ทั้งที่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่หมายความว่าเรื่องทั้งหมดยังอยู่ที่ตนซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี และขณะนี้ยังไม่มีการเสนอความเห็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังมีประเด็นที่คนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ย้ำว่าเจตนาในการพูดคุยไม่ได้ต้องการบอกว่ามีคนเท่าไหร่ไม่เห็นด้วย เพราะเราอยากให้การทำงานราบรื่นและที่สำคัญเราให้ความเคารพคณะสงฆ์อย่างที่สุด ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีสื่อโทรศัพท์มาหาตน เพื่ออยากรู้ความคืบหน้าในการพูดคุย จึงขอเรียนว่าบางอย่างมีทั้งวงที่คุยกันเป็นการภายใน และวงเสวนาทางวิชาการ ทั้งหมดที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ไม่มีเจตนาร้ายต่อคณะสงฆ์หรือต่อพระพุทธศาสนา อยากให้ทุกอย่างเดินไปได้ด้วยความราบรื่น
“บางคนมาถามว่าจะคุยกับรองสมเด็จพระราชาคณะตามที่มส.มอบให้มาคุยกับผม แล้วจะคุยกันเมื่อ ผมมีนัดหมายจะคุยกับท่านแต่คิดว่าบางเรื่องเป็นเรื่องภายในที่ผมจะคุยกับคณะสงฆ์ และเมื่อถึงเวลามีข้อมูลที่สมควรจะมาแจ้งให้สังคมรับทราบซึ่งเป็นสิ่งที่พูดมาตั้งแต่มีประเด็นถกกันในสังคม ว่าอะไรที่เล่าได้จะเล่า อะไรที่ไม่คิดว่าควรจะเล่าหรือไม่จำเป็นก็ไม่เล่า ย้ำว่าทุกอย่างที่ทำไปในวันนี้มีเจตนาที่ดีต่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา อยากทำให้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนานั้นยั่งยืนต่อไป ซึ่งข่าวบางอย่างไม่ตรงกับเจตนารมณ์และความตั้งใจของรัฐบาล จึงรู้สึกเสียใจที่ออกมาอย่างนั้น” นายสุวพันธุ์ กล่าว
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า บางอย่างคุยกันภายในแล้วไปตีความผิดก็มี ขอให้สังคมเข้าใจการทำงานของรัฐบาลว่าต้องการยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนา ไม่มีจิตใจที่จะก้าวก่ายแทรกแซงหรือทำการสิ่งใดที่ไม่เคารพคณะสงฆ์ โดยเฉพาะพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ อยากให้สังคมเข้าใจกิจการของสงฆ์และขอให้หยุดกันสักนิดแล้วมาดูว่าเราจะอยู่กันตรงไหน แล้วจะทำอย่างไรที่ให้เป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ และวันนี้ต้องชั่งน้ำหนักว่าแต่ละฝ่ายควรมีบทบาทอย่างไร ไม่อยากให้พาดหัวข่าวในเชิงลบทั้งหมด เพราะพระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบจะเสียกำลังใจ ตนจึงไม่อยากให้สัมภาษณ์ในช่วงเวลานี้เพราะไม่อยากให้กระทบคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน และการที่ตนเดินสายพูดคุยกับฝ่ายต่างๆนั้น คุยกันหลายเรื่องไม่ใช่เรื่องเดียว มีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำหลายเรื่อง และสุดท้ายต้องรู้ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรตรงไหนบ้าง ส่วนมติของมส.รัฐบาลยังเคารพ ไม่ได้มีความคิดอย่างอื่น
ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการพูดคุยกับกลุ่มเปรียญธรรมฯได้ข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้องบ้างหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่มีข้อสรุป แต่เท่าที่รับฟังข้อเสนอที่ดีหลายอย่างและทราบความรู้สึกที่มีต่อบาทบาทของคณะสงฆ์ในปัจจุบัน และเคารพความคิดเห็นของเขาบางเรื่องอาจบอกสื่อไม่ได้ จึงอยากให้ติดตามเรื่องนี้จะเห็นว่าเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหามงกุฏราชวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการและมีข้อเสนอแนะที่ดีหลายเรื่อง ที่ชัดเจนคือไม่มีความแตกแยกกันระหว่างนิกายทั้งมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย พระสงฆ์ทำงานร่วมกันและสมานฉันท์ทำงานมาตลอด ทั้งนี้รัฐบาลนำความเห็นและข้อเสนอที่สร้างสรรค์ของหลายฝ่ายนำมาดูและติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลรายงานให้นายกฯรับทราบต่อไป ยอมรับว่าขณะนี้มีบางประเด็นที่ยังไม่จบ
เมื่อถามว่ามองว่ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำในเรื่องนี้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะเราไม่ได้สู้หรือแข่งขันกับใคร จึงไม่มีได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เราอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงในการทำงานจึงจะเข้าใจสถานการณ์และจะรู้ว่าควรเดินไปทางใดจึงจะเหมาะสม เมื่อถามว่าจะยุติปัญหาเกี่ยวกับพระสงฆ์ได้อย่างไร เพราะการดำเนินคดีกับพระบางรูปยังมีอยู่ โดยที่พระบางส่วนระบุว่าจะมารวมตัวกันอีก นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องของกฎหมายก็เป็นเรื่องของกฎหมาย รัฐบาลไม่เคยใช้กำหมายในการข่มขู่ใครคนใดคนหนึ่ง เราไม่ทำทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และสังคมตัดสินได้ว่าเรื่องราวแต่ละอย่างเป็นอย่างไร ส่วนจะมาชุมนุมอีกหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของแต่ละฝ่าย และเชื่อว่าการพูดคุยและหารือกันจ่ะวยทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น และต้องตระหนักว่าคุยครั้งใดควรเป็นเรื่องภายใน เรื่องใดควรบอกให้สังคมรับรู้ก็ทำให้ถูกต้องเหมาะสม
เมื่อถามย้ำถึงเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลยังดำเนินคดีทางกฎหมายกับพระและผู้ที่ไปรวมตัวกันที่พุทธมณฑล ทั้งที่ยุติการชุมนุมไปแล้วเมื่อยื่นหนังสือต่อรัฐบาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องดูว่ารัฐบาลทำอะไร ข้อเสนอของเครือข่ายชาวพุทธฯทั้ง 5 ข้อนั้น ทั้งเรื่องก้าวก่ายแทรกแซงคณะสงฆ์นั้น รัฐบาลให้ความเคารพมติคณะสงฆ์มาโดยตลอด หากยังติดใจสงสัยในเรื่องนี้ตนยินดีพบและพูดคุยรวมทั้งส่งตัวแทนไปคุยด้วย สำหรับข้อกฎหมายต้องว่าไปตามนั้น ปล่อยให้พนักงานสอบสวนที่บังคับใช้กฎหมายดูแล ส่วนตนดูแลเรื่องที่ทำให้พระพุทธศาสนาของเราดีขึ้น
ต่อข้อถามว่ารัฐบาลทนแรงกดดันจากคณะสงฆ์และหลายฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวได้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ทนได้ รัฐบาลมีหน้าที่รับแรงกดัน เมื่อเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องพร้อมรับแรงกดดัน ส่วนการเคลื่อนไหวต่างๆเชื่อว่าสังคมจะตัดสินได้เองว่ารัฐบาลและแต่ละฝ่ายมีท่าทีต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงข้อเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อาจต้องเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ซึ่งคณะสงฆ์เคยมีการพิจารณามาแล้วแต่ยังไม่มีการแก้ไข หากครั้งนี้เห็นก็ต้องมาดู ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานร่วมกับคณะสงฆ์อยู่แล้วไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้เอง แม้แต่จะร่างกฎหมายยังต้องถามภาคส่วนอื่นๆเลย เรื่องนี้ก็เช่นกัน





