"พล.อ.ไพบูลย์"เผยยังไม่พอใจผลสอบอุทยานราชภักดิ์ ให้สตง.สอบเพิ่มจนกว่าจะได้ข้อมูลที่ทำให้สังคมสิ้นสงสัย ย้ำจุดยืนไม่เปลี่ยนถ้าสอบไม่ได้ก็ไม่ข
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงผลสอบอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ออกมาระบุว่าไม่พบประเด็นทุจริตหรือกระทำผิดกฎหมายใดในโครงการว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องของสตง. โดยเรื่องนี้ตนสั่งการให้ไปสอบเพิ่มแล้ว จนกว่าจะได้ข้อมูลที่ทำให้สังคมสิ้นข้อสงสัย ซึ่งตนมองว่ายังขาดอีก 2-3 ประเด็น หากสอบไม่ได้ตนก็ไม่สามารถแถลงข่าวได้ ทั้งนี้ขอชี้แจงถึงรูปแบบการทำงานของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เป็นเพียงการบูรณาการการทำงานร่วมกันในด้านปราบปรามทุจริต แต่ไม่สามารถบังคับสตง. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระได้ หากสั่งไปแล้วไม่มีการสอบต่อตนก็ทำอะไรไม่ได้ โดยในการประชุมศอตช.ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ จะแจ้งให้ผู้ว่าการสตง.ทราบว่าสื่อมวลชนได้ทวงถามเพื่อเร่งรัดการตรวจสอบให้ครบถ้วน
รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า อุทยานราชภักดิ์ ต้องสอบต่อไปจนกว่าจะได้ข้อเท็จจริงเพิ่มในประเด็นที่ต้องตอบสังคมให้ได้ถึงความเป็นมาของโครงการ และประเด็นที่สังคมข้องใจ จนไม่ได้พูดว่ามีการทุจริต แต่ต้องการให้ได้คำตอบที่ทำให้สิ้นข้อสงสัย วันนี้ในบางประเด็นยังไม่มีคำตอบให้ประชาชน หากรู้ว่ายังตอบสังคมไม่ได้แล้วจะเร่งปิดการตรวจสอบเพื่ออะไร เรื่องดังกล่าวตนเงียบมา 2-3 เดือน
วันนี้ถือว่าพูดมากที่สุดแล้ว เอาเป็นว่าขอให้รอจนกว่าจะมีการสอบประเด็นให้ครบถ้วน หากไม่ได้ตนก็ไม่ขอแถลงข่าว ใครจะชี้แจงก็ขอให้ชี้แจงกันเอง เพราะทุกหน่วยต่างเป็นองค์กรอิสระ สื่อมวลชนก็ต้องไปถามกันเอาเอง สำหรับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แม้จะเป็นหน่วยงานในสังกัด แต่อำนาจตรวจสอบบางเรื่องไม่ลึกเท่าสตง. เท่าที่รับรายงานระบุว่ายังเหลือการรอการตอบรับจากหน่วยงานบางหน่วย ยืนยันว่าความคิดตนไม่เปลี่ยน ไม่เคยบอกว่ามีการทุจริต และไม่เคยระบุว่าผลสอบต้องเสร็จในเดือนใด แต่หากไม่เสร็จก็ไม่ขอแถลงแล้วกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของผลสอบของสอบของป.ป.ท. ซึ่งเน้นตรวจสอบในประเด็นการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเบื้องต้นพบพฤติกรรมส่อว่ามีบุคคลใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต เนื่องจากผู้กระทำไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำ
แต่ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับคนอื่น ขณะนี้เหลือเพียงการสอบปากคำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนของกองทัพบก และพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะอดีตผบ.ทบ. ซึ่งอยู่ระหว่างการนัดหมายเวลาเข้าให้ปากคำ





