ระดมทีมแม่น้ำ3สาย เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เน้นเด็กคิดวิเคราะห์ เข้าถึงแก่นสาระของเนื้อหาที่เรียนได้อย่างแท้จริง
ดร.ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยภายหลังประชุมความร่วมมือด้านการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า การประชุมดังกล่าวเป็นความร่วมมือในระบบแม่น้ำ 3 สายตาม นโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ศธ. สนช. และสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) หลักการคือที่ประชุมชุดนี้จะนำประเด็น ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา มาวิเคราะห์และหาข้อสรุปร่วมกัน เมื่อได้ข้อยุติก็จะส่งต่อไปตามกระบวนการ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน รวมไปถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนให้มีความสอดคล้องกัน เพราะเห็นได้จากการประเมินการสอบทั้งการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต โครงการสอบประเมินผลนานาชาติ (พิซ่า) จะมีการออกแบบทดสอบเพื่อให้เด็กใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ แต่การเรียนการสอนในปัจจุบัน จะเน้นให้เด็กรู้ในทุกด้าน ทุกอย่าง และเด็กก็จะจำเนื้อหาไปสอบ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ โดยการสอนให้เด็กเข้าใจถึงแกนของสาระในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์ได้ เช่น สอนให้เด็กปั่นจักรยาน ก็ไม่จำเป็นต้องสอนว่าจักรยานประกอบด้วยกี่แฮนด์ กี่ล้อ เพราะเมื่อเด็กสามารถปั่นจักรยานได้เขาจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไปในตัว เป็นต้น
“ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมการในทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขึ้นมา 1 ชุดมีผู้แทนทั้ง 3 หน่วยงานเข้าร่วม ซึ่งหน้าที่ของคณะกรรมการฯชุดดังกล่าว คือ ดำเนินการรวบรวมข้อเสนอของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการพัฒนาคน พัฒนาการศึกษา อาทิ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การรักชาติ ค่านิยมหลักคนไทย 12 ประการ หลักประชาธิปไตย เป็นต้น ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะไม่ซ้ำซ้อนกับคณะทำงานด้านหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานของ ศธ.ที่มีอยู่แล้ว แต่จะร่วมกันเติมเต็มหลักสูตรใหม่ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่า ศธ.ควรไปศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาของประเทศฟินแลนด์และนำข้อดีมาประยุกต์ใช้กับการจัดการศึกษาของประเทศด้วย”ดร.ตวง กล่าว
ประธานกมธ.การศึกษาฯ กล่าวต่อว่า การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้ไม่ใช่การยกร่างหลักสูตรใหม่ และไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก เพียงเพิ่มเติมเนื้อหาและการแนะแนวเข้าไปเท่านั้น ดังนั้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานภายในระยะเวลา 3 เดือนก็น่าจะดำเนินการเสร็จ ทันประกาศใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559




