วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวิตร'ลุย'รัสเซีย' จ่อซื้อฮ. แลกสินค้าเกษตร

ไทยปรับแผน"สมดุล" 3 มหาอำนาจ"สหรัฐ-รัสเซีย-จีน" "พล.อ.ประวิตร"ลุย"รัสเซีย" จ่อซื้อฮ.-แลกสินค้าเกษตร

กลางดึกของคืนวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม รมว.วิทยาศาสตร์ และคณะชุดใหญ่ ได้เหินฟ้าเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย และ สาธารณรัฐเบรารุส ในระหว่างวันที่ 23-27 ก.พ. 2559 นี้ ซึ่งการเดินทางเยือนในครั้งนี้ ถูกจับตามองมากกว่าภารกิจหลัก คือ ข่าวการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่น เอ็มไอ 17 จำนวน 10 ลำ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท รวมถึงรถถัง T-90 A ตามแผนที่กองทัพบกไทยจะมีการจัดซื้อเพื่อมาทดแทนรถถังที่จะเตรียมจะปลดประจำเกือบ 100 คัน โดยมีมูลค่าเกือบ 9,000 ล้านบาท

แต้แท้จริงแล้ว เป้าหมายของการเยือนครั้งนี้ ประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซีย จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการค้า การลงทุน ระหว่างกันให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากการเยือนประเทศไทยของ นายดมิทรี เมดเวเดฟ ( Dimitry Medvedev ) นายกรัฐมนตรีรัสเซีย เมื่อ เม.ย. 2558 ที่ผ่านมา 

อีกทั้งเป็นการเตรียมการก่อนการเดินทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน - รัสเซีย ในช่วงเดือน พ.ค.2559 ณ เมืองโซชิ ซึ่งถือเป็นโอกาสของการสถาปนาความสัมพันธ์รัสเซีย - อาเซียน ครบรอบ 120 ปี ตามคำเชิญของ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ( Vladimir Putin )

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซีย ที่มีมานาน แต่ไม่มีความใกล้ชิด เพราะรัสเซียมีข้อจำกัดในอดีตมากพอสมควรและ ไม่คุ้นเคยผู้นำอาเซียนจนถึงผู้นำไทย แต่ในทางการเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและในภาคธุรกิจเอกชนเริ่มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้น ภาคประชาชนมีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว การค้า มีมากขึ้นเรื่อยๆแต่ไม่ใกล้ชิดมากนัก ทั้ง 2 ประเทศจึงเห็นโอกาสมากขึ้นหลังจากมีการปรับความสัมพันธ์และขยายของมหาอำนาจในภูมิภาค ปรับนโยบายของสหรัฐอเมริกา ทางรัสเซียเองก็ต้องมีการปรับความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

การหารือเรื่องดังกล่าวเริ่มขึ้นปีที่แล้ว ในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ที่ประเทศฟิลิปปินส์ พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ว่าจะให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงภาคเอกชนของไทย เดินทางไปรัสเซียเพื่อผลักดันให้ความร่วมมือทวิภาคีเกิดขึ้น และกลางปี 59 พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางไปต่อยอด จึงประสานงานกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สำหรับการไปเยือนในครั้งนี้ไทย มีเป้าหมายอยู่ 2 ประการ 1.ความต้องการด้านความมั่นคง จะมีการทบทวนข้อตกลงและมีการเซ็นบันทึกช่วยจำ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงที่ พล.อ.ปรยุทธ์ เดินทางไป รวมถึงความต้องการแลกเปลี่ยนทางด้านข่าวสาร ข่าวกรอง การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรข้ามชาติ เป็นสิ่งที่สองประเทศต้องการ และมีเรื่องที่เป็นกังวลคือการขยายตัวของไอซิส ซึ่งเราจะหยิบยกเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวรัสเซีย มาพูดคุยกัน ซึ่งเมื่อมีการทบทวนเอ็มโอยูเสร็จ แล้วก็จะมีการเซ็นเอ็มโอยูใหม่ หลังจากนั้นเดินหน้า

ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า หลังจากที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติของรัสเซีย ร่วมประชุมกับ สภาความมั่นคงแห่งชาติของไทย เพื่อเป็นกรอบการเจรจาหลังจากที่ไม่ได้ประชุมกันมา 10 ปีแล้ว หลังจากประชุมเสร็จตกลงกันว่าจะมีการประชุมกันทุกปี คล้ายๆ ของสหรัฐ คือการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐกับเอเซียนทุกปี เป็นข้อเสนอ แต่ของรัสเซียยังไม่มี ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะมีการพบปะกันมากขึ้น แต่ในส่วนของ

ฝ่ายการเมือง คาดว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรีไปเยือน ทางรัสเซียจะมีข้อเสนอคล้ายๆ กัน คือปรับความสัมพันธ์อาเซียนให้ใกล้ชิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัสเซียเอง ในกรอบของอาเซียน เป็นประเทศคู่หารือตั้งแต่ พ.ศ.2534 และเป็นคู่เจรจาเมื่อ 2539 และรัสเซียเป็นมหาอำนาจไม่กี่ประเทศที่ได้ลงนามและสัตยาบรรณในแง่ของจิตวิทยาไมตรีและความร่วมมือของอาเซียน เป็นกรอบใหญ่ เพียงแต่กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงภายในประเทศยังไม่มีการผลัดดันอย่างจริงจังจนถึงทุกวันนี้

 2. มองโอกาสใช้ประโยชน์จากรัสเซียเรื่องยุทธโปกรณ์ เป็นเรื่องที่คุยกันมา และมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว เช่น เฮลิคอปเตอร์ แต่ยังไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบ แต่ขณะนี้ข้อจำกัดของไทยกับสหรัฐมีความชัดเจนในเรื่องยุทโธปกรณ์ และเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นที่ใช้ระบบเดียวกับรัสเซีย คือ ยูเครน มีปัญหาเพียงเรื่องการส่งมอบ โดยต้องรอดูแลการเจรจาที่จะเกิดขึ้น ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ทางรัสเซียมีปัญหาเรื่องสินค้าเกษตร เพราะถูกปิดล้อมและคว่ำบาตรจากยุโรป เพราะเป็นปัญหาการเมืองของเขา รัสเซียต้องการสินค้าเกษตร เราก็ต้องการตลาดในการขายข้าวและยาง ดูเรื่องพลังงานที่รัสเซียมีศักยภาพ ตลอดจนถึงสินค้าอื่นๆ

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร จะเลยไป เบรารุส เรื่องความมั่นคง เพราะเป็นประเทศที่ผลิตอาวุธและมีศักยภาพทางทหารมาก เพราะประเทศมีลักษณะเป็นสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเยอรมัน และมีความเชี่ยวชาญด้านการรบของทหารราบ 

ดร.ปณิธาน บอกด้วยว่า หากพิจารณาความสัมพันธ์ ในภาพรวมแล้ว คงจะไม่เร็วนัก เพราะเราห่างเหินกับรัสเซียมานาน คล้ายๆ อินเดีย เริ่มต้นการฟื้นฟูบันทึกช่วยจำ การประชุมต่างๆ ตั้งคณะทำงาน ดูในบางเรายกระดับได้ไหม ถ้าไม่มีก็ต้องพัฒนา เช่น การค้าการลงทุน ความร่วมมือบางอย่างทางด้านความมั่นคง ถือว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ ที่เราให้ความสำคัญค่อนข้างชัดเจนและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ถือเป็นนโยบายปรับความสมดุลของไทย เพราะสหรัฐอเมริกายังมีนโยบายปรับสมดุล ไม่แปลกที่ไทยจะมีนโยบายปรับสมดุล แต่การปรับสมดุลครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเอารัสเซียมาแทนสหรัฐ หรือจีน แต่เรามีความสัมพันธ์ที่ทับซ้อนกับทุกประเทศ

"เราต้องระมัดระวังไม่ให้ความสัมพันธ์ตรงนี้ ไปกระทบความสัมพันธ์กับสหรัฐเรื่องการทหารที่เป็นเบอร์ 1 อยู่ ส่วนความสัมพันธ์กับจีนทางด้านความมั่นคงก็ดีขึ้น เพราะเรายกระดับขึ้นมาแลกเปลี่ยนส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะคนจีนเข้าเมืองไทยมากขึ้นใกล้ 10 ล้านคน หากไม่ปรับจะรองรับภัยคุกคามที่เข้ามาไม่ไหว ของรัสเซีย 1.7 ล้าน โดยศักยภาพมีแนวโน้มที่ดี แต่ต้องใช้การพัฒนาจริงจัง ซึ่งนายกรัฐมนตรี ตั้งใจเพราะการส่งรองนายกรัฐมนตรีไป 2 ท่าน แต่อาจมีปัญหา ค่าเงิน เพราะรัสเซียไม่สะดวกเงินดอลล่า ก็ต้องไปคุยกัน"ดร.ปณิธาน ระบุ