วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บวรศักดิ์'นำแถลงร่างรธน. ส่อลดสิทธิ-เปิดทางคนนอกเป็นนายกฯ

"บวรศักดิ์"นำนธป.รุ่น4 แถลงข้อเสนอแก้ไขร่างรธน. ชี้ระบบโครงสร้างการเมืองของกรธ. ​ส่อลดสิทธิปชช.-เปิดทางคนนอกเป็นนายกฯ

ผู้เข้าอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 4 ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นประธานรุ่น​ พร้อมด้วยผู้เข้าอบรมจำนวน 51 คนซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานราชการและภาควิชาการรวมถึงภาคการเมืองการ อาทิ น.ส.ทัศนา บุญทอง อดีตรองประธานสภานปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประธานที่ปรึกษานธป., นายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตเลขานุการกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ​, นายมนตรี กนกวารี ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี ศาลรัฐธรรมนูญ,​นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.), ร่วมแถลงรายละเอียดความเห็นของ “นธป.4” ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จัดทำโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หลังจากที่ผู้เข้าอบรมฯ ระดมความคิดเห็นในเนื้อหาร่วมกัน. ทั้งนี้ในระหว่างการแถลงเนื้อหา ทางคณะผู้จัดงานได้นำเอกสารที่เสนอให้กับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.​เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เป็นความเห็นให้ปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราด้วย  

โดยนายบรรเจิด กล่าวในความเห็นประเด็นสิทธิ เสรีภาพปวงชนชาวไทยและสถาบันการเมือง ว่า ร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.​มีจุดเด่นหลายประการและเป็นช่องทางเพื่อแก้ไขวิกฤตทางการเมืองช่วงที่เกิดก่อนเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค.​57 อาทิ ให้รองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้เมื่อไม่มีผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่, การเรียกประชุมสมัยวิสามัญของรัฐสภาได้โดยอาศัยอำนาจของประธานวุฒิสภา, ให้เสียงเลือกตั้งของผู้ชนะเลือกตั้งต้องสูงกว่าคะแนนไม่ประสงค์จะลงคะแนน ทำให้ความชอบธรรมในประชาธิปไตยมีความเข้มข้น, การสมัคร ส.ส. ที่ให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันให้เจ้าของพรรคกำหนดคนลงสมัครได้, เมื่อเกิดสูญญากาศหากไม่มีรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ให้ปลัดกระทรวงรักษาราชการแทนได้, ประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ห้ามนักการเมืองขัดขวางแทรกแซงสื่อมวลชน เป็นต้น 

นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นที่ทางผู้อบรมฯ มีความกังวลและมีข้อเสนอให้ปรับปรุง อาทิ​ การจัดการเลือกตั้ง ส.ส.​ควรให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว เพื่อเกิดความเสมอภาค ทั้งนี้การเสนอระบบเลือกตั้งดังกล่าวจะไม่ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้รับเลือกตั้งทั้งเขตแบบที่กรธ.เสนอ แต่จะทำให้แต่ละจังหวัดได้ผู้แทนจากหลายพรรคทุกจังหวัด ซึ่งเอื้อต่อการปรองดอง ทั้งนี้ควรปรับหลักการให้มีบัตรเลือกตั้งจำนวน 2 ใบเพื่อคงสิทธิในการเลือกผู้สมัคร ส.ส. ของประชาชน ที่เลือกผู้สมัครเขตและเลือกพรรคการเมืองได้  

นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่าการเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกฯ ก่อนการเลือกตั้ง ควรตัดออกเพราะทำไม่ได้ เนื่องจากจะเปิดให้มีนอมินี คนนอกที่ไม่เป็นสมาชิกฯ มาเป็นนายกฯ ได้ คุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องยื่นสำเนาแบบแสดงรายการภาษีย้อนหลัง ยกเว้นผู้ที่ไม่มีรายการเสียภาษี, เพิ่มวาระดำรงตำแหน่ง ส.ว. จาก 5 ปี เป็น 6 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปีให้จับฉลากออกครึ่งหนึ่ง ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.​ต่อการแต่งตั้งโยกย้ายบุคคลระหว่างที่ครม.รักษาการ ห้ามโยกย้ายกรรมการในรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น  

ด้านนายมนตรี กล่าวในความเห็นประเด็นศาลและองค์กรอิสระ ว่า เห็นว่าควรกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญนำมาไว้ในบทของศาลเหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพื่อให้เป็นพัฒนาการที่สืบเนื่องกัน และจะทำให้วิธีพิจารณาที่ว่าด้วยเรื่องศาลสามารถนำมาใช้ได้ และจะทำให้การให้เหตุผลทางกฎหมาย หรือทางการเมืองอยู่บนฐานที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ขณะที่ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรปรับปรุงบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่ง อาทิ เพิ่มในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิในด้านนิติศาสตร์ และลดจำนวนผู้ที่มีความรู้ระดับศาสตราการลงจากที่กำหนดเวลาไว้ 5 ปี เพื่อเปิดกว้างให้บุคคลที่มีความรู้เข้าร่วมการคัดสรรได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งใดๆ ในศาล ควรพิจารณาถึงการมีส่วนได้เสียหรือความทับซ้อนระหว่างผู้ถูกสรรหาและผู้สรรหาด้วย 

"บทบัญญัติว่าด้วยประเพณีปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ควรกลับไปอยู่ในมาตรา 5 และใช้ถ้อยคำเหมือนกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 5 เพื่อให้การตีความประเพณีปกครองเข้าสู่ระบบ ทั้งนี้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ควรพิจารณาเฉพาะบทบัญญัติเท่านั้น ไม่ควรมีอำนาจวินิจฉัยในการกระทำ เพราะอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ขณะที่การให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้เขียนมาตรฐานจริยธรรมและวินิจฉัยการฝ่าฝืนจริยธรรม ไม่เหมาะสมเพราะเหมือนกับลักษณะผลัดกันเกาหลัง ชงเอง และกินเอง ควรปรับให้เนื้อหาดังกล่าว และปรับบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรม ที่กำหนดเวลาเพราะทางสภาฯ นั้นมีเวลาพิจารณาร่างกฎหมายที่ยาวนานและกำหนดไม่ได้"นายมนตรี กล่าว 

นายมนตรี กล่าวด้วยว่า ศาลยุติธรรมในส่วนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องปรับปรุงการพิจารณาอุทธรณ์ต้องกำหนดให้เป็นระดับหัวหน้าแผนก หรือหัวหน้าคณะ หรือประธาน เพื่อให้ผู้ที่พิจารณาอุทธรณ์ต้องไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาระดับสูงในศาลฎีกา ส่วนเงื่อนไขการอุทธรณ์นั้นควรทบทวนบทบัญญัติที่กำหนดให้อุทธรณ์ได้กรณีที่มีข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เนื่องจากจะนำไปสู่การรื้อคดีมาพิจารณาใหม่ได้, ส่วนศาลยุติธรรมนั้นมีมุมมองต่อประเด็นของกรรมการบริหารงานบุคคล ที่เสนอให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาดำเนินงานได้ อาจเกิดปัญหาการแททรกแซงได้

แต่หากจะกำหนดไว้ควรกำหนดสัดส่วนไว้ให้ชัดเจน, ขณะที่ศาลปกครอง ยังขาดการบัญญัติหน้าที่ที่ชัดเจน ดังนั้นควรนำเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาบัญญัติไว้เพื่อกำหนดเป็นเขตอำนาจของศาลปกครอง ขณะที่การกำหนดให้มีหน่วยงานเพื่อตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรให้เป็นผู้ไต่สวนอิสระ ขณะที่องค์กรอิสระนั้นผู้อบรมฯ มีความเห็นว่า  

นายมนตรี กล่าวถึงรายละเอียดที่มาส.ว. ว่า ทางผู้อบรมฯ นั้นมีแนวที่เน้นไปในส่วนของการสรรหาเป็นหลัก แต่เนื้อหาควรกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของส.ว.​ ทั้งนี้ควรกำหนดรายละเอียดของผู้สรรหาให้เหมาะสม 

ขณะที่นางฉัตรสุดา กล่าวในความเห็นองค์กรอิสระ เรื่อง กสม. ว่า ควรกำหนดให้มีพระราชบัญญัตประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กสม.​ด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรอื่นๆ นอกจานั้นควรเพิ่มเติมการเสนอเรื่องพร้อมด้วยการเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง เพื่อเพิ่มช่องทางการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกสม. ด้วย