"กรธ."เปิดข้อเสนอครม. 16 ข้อ ชี้ต้องกำหนดบทเฉพาะกาลต้องเลือกตั้งก.ค.60 ขอ"ประชาธิปไตยครึ่งใบ"หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ได้แจกเอกสาร ข้อเสนอและความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของครม.ตามที่หนังสือ นร. 0404/1625 ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี โดยฝ่ายเลขานุการประธานกรธ.ได้รับเรื่อง เลขรับ 110/59 วันที่ 15 ก.พ. เวลา 16.21น. โดยมีรายละเอียดจำนวน 7 หน้า ครม.ได้แสดงความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจำนวน 16 ข้อ อาทิ มาตรา 139 วรรคสอง ที่เกี่ยวกับกรณีที่ส.ส. ส.ว.และกมธ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทำมิได้ ซึ่งร่างของกรธ.ยังขาดความชัดเจนเพียงพอในการใช้บังคับ
เพราะหากตีความเคร่งครัดส.ส. ส.ว.และกมธ.ฯย่อมไม่สามารถเข้ามามีส่วนในการใช้งบประมาณไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมได้เลย รวมทั้งมาตรา 139 วรรคสาม ที่บัญญัติความรับผิดของครม.กรณีมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติฝนวรรคสอง "กรณีที่ครม.เป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการ" ให้ครม.พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้นหากมีการตีความการมีส่วนร่วมทางตรงหรือทางอ้อมการใช้งบฯ ครม.แต่ละคนซึ่งมีสถานะเป็นส.ส.จะไม่สามารถเสนอคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายได้เลยให้แก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นๆ ทั้งที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการงบประมาณได้
ในส่วนมาตรา 190 ครม.เห็นว่าที่เสนอให้คดีทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต้องพิจารณาในศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ไม่ควรจัดให้มีศาลเดียว ควรแก้ให้การอุทธรณ์เป็นสิทธิในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อเป็นระบบสองศาล ครม.ยังไม่เห็นด้วยกับการแยกศาลรัฐธรรมนูญออกมาไว้ในหมวด 11 ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 แม้จะมีเหตุผลอยู่แต่ก็ไม่มีเหตุผลหนักแน่นพอ ตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าไปเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งก่อให้เกิดการโต้แย้งว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นศาลตามหมวด 10 และมาตรา 3 ในบททั่วไปที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ครม.และศาลหรือไม่ และควรแก้ไขเรื่องอายุของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากไม่เกิน 75 ปีให้กลับมาเป็นไม่เกิน 70 ปีดังเดิม
มาตรา 268 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอความเห็นว่า การกำหนดให้นำลำดับอาวุโสในการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเพียงเป็นมิติหนึ่งของตำรวจและการปฏิรูปควรทำทั้งระบบ ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ สมรรถณะสุขภาพและอื่นๆ ขณะเดียวกันครม.เห็นด้วยกับการปฏิรูปให้แยกออกมาเป็นการเฉพาะและอาจระบุหัวข้อที่ควรปฏิรูปและองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ ครม.ยังเสนอความเห็นต่อว่า ควรกำหนดบทเฉพาะกาลกำหนดการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับโรดแม็ปของคสช.คือภายใน เดือน ก.ค.2560 เป็นต้นไป และเห็นว่ากรณีที่ให้กรธ.จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นรวม 10 ฉบับเห็นว่าจะทำให้การเลือกตั้งช้าออกไป โดยเสนอให้กรธ.ทำเฉพาะกฎหมายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งและการจัดการให้มีส.ว.จนแล้วเสร็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อเสนอสุดท้ายข้อ 16 ครม. มองว่าขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เป็นความไม่วางใจและไม่แน่ใจในระบบ ตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ อาจทำให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหล ขัดแย้งและไม่สงบเรียบร้อย เข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลวดังเช่น ก่อนพ.ค. 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีก ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาทิ ปัญหาการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และคุณธรรมของคนในชาติ ประเทศตกอยู่วังวันแห่งการสู้รบและปัญหาอื่นๆ จะส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดิน การสร้างความสามัคคีปรองดองและการปฏิรูปประเทศสะดุดล้มเหลว ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและความเป็นความตายของประเทศ ครม.จึงเห็นว่า ต้องบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนาน โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่อยู่บนพื้นฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งส.ส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่ 2 จะใช้รัฐธรรมนูญปกติ สอดคล้องกับหลักสากลและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติได้
จากนั้นนายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรธ.แถลงความคืบหน้าการทำงาน ว่า ขณะนี้กรธ.ได้มีการนำความเห็นและข้อเสนอแนะที่แต่ละฝ่ายเสนอมาประกอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นวันที่ 3 แล้ว เบื้องต้นได้พิจารณาทบทวนหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ เสร็จแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนและปรับแก้ไขบทบัญญัติในหมวด 3สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีข้อเสนอเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากรธ.ให้ความสำคัญเฉพาะความเห็นและข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี(ครม.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น
ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง การทำงานของกรธ.เราให้ความสำคัญกับทุกความเห็นโดยการพิจารณาที่ผ่านมา กรธ.ได้นำความเห็นของประชาชน องค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆมาพิจารณา ส่วนของครม.และสนช.เรายังไม่ได้มีการเริ่มพิจารณาเลย และหลังจากนี้หากกรธ.พิจารณาปรับแก้เนื้อหาในหมวดใดเสร็จเรียบร้อยก็จะทยอยชี้แจงให้สื่อมวลชนได้รับทราบ ขณะเดียวกันการประชุมวันนี้ นายมีชัยได้อนุมัติให้ทำสำเนาข้อเสนอ และความเห็นของครม.และสนช.เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนด้วย





