วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง'พลเมืองโต้กลับ'ฟ้องนายกฯ ล้มล้างรธน.

ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้องกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ฟ้องนายกฯประยุทธ์-คสช. ยึดอำนาจล้มล้างรธน. ชี้พ้นรับผิดตามรธน.ชั่วคราว ด้านทนายยังฎีกาถึงที่สุด

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1805/2558 ที่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มพลเมืองโต้กลับและกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ประกอบด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ , นายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์ , นายรังสิมันต์ โรม , นายอานนท์ นําภา กับพวกรวม 15 คนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับพวกรวม 5 คน เป็น จำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นกบฏ ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักรโดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำการสะสมกำลังพล หรืออาวุธ หรือสบคบกันเพื่อเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ 114        

ตามฟ้องโจทก์วันที่ 22 พ.ค.58 บรรยายพฤติการณ์ เมื่อระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค.57 จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้ายและล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 สิ้นสุดลง ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อันเป็นความผิดฐานกบฏ และพวกจำเลยยังได้ออกคำสั่งในนาม คสช.หลายฉบับ อันเป็นการละเมิดสิทธิ์และเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ทำให้โจทก์ทั้ง 15 คนได้รับความเสียหาย       

ซึ่งศาลอาญาได้พิจารณาคำฟ้องประกอบข้อกฎหมาย ในชั้นตรวจรับคำฟ้องแล้ว เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 บัญญัติยกเว้นความผิดและความรับผิดการกระทำทั้งหลายในการยึดอำนาจและการควบคุมอำนาจปกครองแผ่นดิน ของหัวหน้าคณะและ คสช.ไว้ จึงพ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ไม่รับฟ้องคดีดังกล่าว

ต่อมาโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ว่า ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์โดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บัญญัติมาตรา 47 และ 48 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อนิรโทษกรรมให้กับการทำรัฐประหารและการกระทำในรูปแบบต่าง ๆนั้น เป็นการผิดระบบประชาธิปไตยและละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย เนื่องจากกฎหมาย จะต้องมีสภาพเป็นข้อความคิดที่เชื่อมโยงและใช้ความยุติธรรม หรือเกิดขึ้นโดยปราศจากความยุติธรรมทางจิตวิญญาณ ความปรารถนาของสังคม จึงไม่สามารถอ้างมาตรา 47,48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อเป็นเหตุยกเว้นความผิด จึงชอบที่ศาลชั้นต้นชอบจะรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 162         

ขณะที่วันนี้ นายพันธ์ศักดิ์ , นายสิรวิชญ์ ,นายรังสิมันต์ ,นายอานนท์ พร้อมพวก 7 คนเดินทางมาศาล เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา         

โดยศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า ในคดีอาญาที่ประชาชนเป็นโจทก์ ศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องเพื่อวินิจฉัยคดีก่อน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการไต่สวนมูลฟ้องให้ศาลได้ไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ในเบื้องต้นว่า โจทก์มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยในชั้นพิจารณา          

แต่อย่างไรก็ตาม ในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด และคดีขาดอายุความจึงเห็นควรตามกฎหมายที่จำเลยไม่ต้องรับโทษจึงชอบที่จะมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง และตามรัฐธรรมนูญฯ ชั่วคราว มาตรา 48 ที่บัญญัติว่า การกระทำทั้งหลายเนื่องในการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 12 พ.ค.57 ของหัวหน้า คสช.รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง การกระทำต่าง ๆ จะไม่มีผลบังคับทางรัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ดังนั้นแม้จำเลยทั้งห้า จะกระทำตามโจทก์บรรยายฟ้องก ย่อมทำให้จำเลยทั้งห้ากับพวกพ้นจากความผิดโดยสิ้นเชิง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ ดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูลที่ศาลจะรับไว้พิจารณา โดยไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายกฟ้อง  

ภายหลังนายพันธ์ศักดิ์ สมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ กล่าวว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าคณะเผด็จการ คสช. ได้นิรโทษกรรมตัวเอง ตามมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว ซึ่งตนได้แย้งไปว่า การที่มีคนมาฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองนั้นไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งวันนี้ ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งว่าการพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยมาตรา 48รัฐธรรมนูญฯ ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม พวกตน จะต้องยื่นฎีกาอย่างแน่นอน      

ด้านนายอานนท์ ทนายความ กล่าวว่า  จะฎีกาต่อสู้จะประเด็นเดิม คือการรัฐประหารนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการอำนาจบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติ  การไปยอมรับอำนาจรัฐประหารจะทำให้เกิดวงจรอุบาทว์เช่นทหารจะออกมายึดอำนาจอยู่เรื่อยไป และตนคิดว่าถ้าได้วินิจฉัยในระบบของประชาธิปไตยคิดว่าชนะคดีแน่นอน