วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ให้รอดีเอสไอแถลงปม 'สมเด็จช่วง' ครอบครอง รถเบนซ์ผิดกม.

"สุวพันธุ์"เผยรอดูรายละเอียด"ดีเอสไอ" แถลงปม"สมเด็จช่วง"ครอบครอง รถเบนซ์ ผิดกฏหมาย ก่อนพิจารณาเสนอชื่อ"สังฆราช"

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยถึงผลสอบการครอบครองรถเบนซ์ ทะเบียน ขม99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ) ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่ารถคันดังกล่าวผิดกฎหมาย จะกระทบกับการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ ว่า ดีเอสไอจะแถลงเรื่องดังกล่าววันพรุ่งนี้ (18 ก.พ.) จึงต้องรอดูรายละเอียด และหากได้ฟังพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม อาจจะต้องดูเรื่องรถกับเรื่องผู้ครอบครองให้ดี ตนเชื่อว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย คิดว่ายังต้องฟังรายละเอียดทั้งหมด ถึงจะเข้าใจได้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชขณะนี้อยู่ที่ตรงกลางทางคืออยู่ที่ตน ซึ่งต้องพิจารณาประเด็นทางกฎหมาย เรื่องของสังคม เรื่องความเป็นไปในคณะสงฆ์ ต้องดูหลายเรื่องประกอบกัน     

"ในชั้นนี้ผมเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะกราบเรียน รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอเป็นภาระของผมในการดูเรื่องนี้ให้รอบคอบ สิ้นข้อสงสัยต่างๆ ค่อยกราบเรียนต่อไป"นายสุวพันธุ์ กล่าว

นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า กรณีที่นายกฯ ออกมาบอกว่าให้มีการดีเบตเรื่องนี้ระหว่างพระสองฝ่ายที่เห็นต่างเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่นายกฯ ปรารภ คงจะได้หารือกับนายกฯ อีกครั้ง ซึ่งนายกฯ เจตนาดี อยากให้ทุกอย่างเรียบร้อย ซึ่งตนได้คุยกับพระสงฆ์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือเราอยากเห็นเรื่องของพุทธศาสนาถูกตั้งไว้ในที่สูงด้วยความเคารพของศาสนิกชน เพราะฉะนั้น จะด้วยวิธีการใดก็ตาม ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ในที่สูงที่เราเคารพนับถือได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เราลองหยุดกันดูแล้วมาคิดว่าบทบาทของพุทธศาสนิกชนที่ควรมีประมาณไหนถึงจะทำให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นอย่างมั่น ยั่งยืน ในสังคมไทยตลอดไป และตนอยากให้พวกเราคิดถึงมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ พระสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นหมื่นเป็นแสนรูป ท่านอาจกำลังเศร้าก็ได้ ที่เรื่องของท่านต้องอยู่ในสื่อ เวลานี้ถ้าเรายึดกฎหมาย พระวินัยเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงจะเป็นการดีต่อสังคม  

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า การชุมนุมของพระสงฆ์ที่พุทธมณฑลเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการเมืองอยู่เบื้องหลังเพื่อกดดันรัฐบาลหรือไม่นั้น พวกเราคงเข้าใจกันดี เห็นกันอยู่ผู้มีส่วนร่วมว่าใครเป็นใคร

คนที่ตามเรื่องนี้มาตลอดก็รู้อยู่ว่าใครเป็นใคร เหตุการณ์ดังกล่าว คิดว่าทุกฝ่ายได้รับบทเรียนที่สำคัญไปแล้ว ตนเองก็ได้ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ได้ไม่ว่าฝ่ายไหน ต่างฝ่ายต่างถูกวิพากย์วิจารณ์

ถึงบอกว่าควรหยุดดูก่อนว่าบทบาทที่จะทำกันต่อไปในวันข้างหน้าจะเป็นประมาณไหน ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องนายกฯ ไม่ได้มีการกำชับอะไรเป็นพิเศษ แต่นายกฯ รับทราบก่อนจะเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้นำ สหรัฐฯ-อาเซียน ก็ได้รายงานให้ทราบไปแล้ว ก็มีความเป็นห่วง

อย่างไรก็ตาม ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะกดดันรัฐบาล แต่กดดันมาที่ตน เพราะไม่มีปัญหาไหนที่แก้ได้ง่าย แต่วิธีตรวจสอบแก้ไข ทำได้ทั้งเชิงสร้างสรรค์ และเชิงทำลาย ถ้าเราตั้งมั่น ตรวจสอบแก้ไขในเชิงสร้างสรรค์ ก็เชื่อว่าจะมีทางงออก แต่ถ้าแก้ไขปัญหาในเชิงทำลายจะทำให้ปัญหาขยายตัว จนยากหาข้อยุติ และเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ส่วนรัฐบาลจะอาศัยช่วงเวลานี้ปฏิรูปสงฆ์ไปในตัวหรือไม่นั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการอยู่แล้ว และคิดว่าคณะสงฆ์ก็อยากปฏิรูปภายในเองด้วย ที่เข้าใจเช่นนั้นเพราะมีโอกาสพูดคุยกันในหลายวาระกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูป ที่ต้องการปฏิรูปให้ดีขึ้น