"วิชา"ชี้ร่างรธน.ฉบับใหม่ ยังไร้มาตรการขจัดคนเชิดหุ่น แถมไม่มีกลไกรองรับการปราบโกงจากภาคประชาชน
มหาวิทยาลัยรังสิต มีงานสัมมนาหัวข้อ “ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ กรธ. กับความหวังปฏิรูปประเทศไทย” จัดโดยสถาบันปฏิรูปประเทศไทย โดยนายวิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ต้องออกตัวว่าตนอ่านร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วทุกมาตรา เดี๋ยวจะถูกว่า เป็นศาสตราจารย์ไม่ต้องดูเนื้อหาก็วิจารณ์ได้ โดยในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีขายคือการปราบโกง สกัดคนที่ต้องคดีทุจริตไม่ให้เข้าสู่การเมือง แต่เราจะเห็นว่าคนที่ถูกสกัดสามารถส่งนอมินีเข้ามาสู่การเมืองได้ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ทำให้เห็นกระบวนการสกัดคนเหล่านี้ หรือบางครั้งคนที่มีตำแหน่งไม่ได้บริหารจริงๆ หากแต่เป็นรองนายกฯ หรือที่ปรึกษาเป็นผู้เชิดหุ่น ซึ่งแม้จะมีมาตรา 44 สอยคนโกงได้ แต่คณะทำงานเหล่านี้ยังคงอยู่
นายวิชา กล่าวอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแนวคิดแบบรัฐเป็นใหญ่ กำหนดให้รัฐทำหน้าที่ทำหลายๆอย่าง แต่การที่จะปราบและป้องกันคอรัปชั่นได้ผล จะต้องเปลี่ยนแนวคิดให้ประชาชนร่วมขับเคลื่อนด้วย ซึ่งในมาตรา 55 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ระบุให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ไม่ต้องร้องขอ แต่ได้ละไว้ซึ่งข้อมูลเกี่ยวข้องกับความมั่นคง และความลับทางราชการ ซึ่งที่ผ่านมาอย่างเรื่องของพลังงาน การซื้อเรือดำน้ำ การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ละไว้ทั้งสิ้น ก็หมายความว่าข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกปิดเหมือนเดิม หรืออย่างมาตรา 59 ที่ระบุให้รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนรู้อันตรายของการทุจริต ซึ่งเป็นการเขียนแบบอ่อนแอมาก เพราะในรัฐธณรมนูญปี 50 ได้ระบุให้ ประชาชน สามารถตั้งเครือข่ายช่วยกันป้องกันทุจริต และรัฐต้องต้องปกป้องเขา ในกรณีที่เขาพยายามชี้มูลความผิด และให้มีส่วนร่วมเฝ้าระวัง ซึ่งส่วนนี้ควรระบุเป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐ
นายวิชา กล่าวต่อไปว่า ในมาตรา 241 หากที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ปปช. เห็นว่ามีการกระทำที่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินการคลังของรัฐ ให้ส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และเปิดเผยผลการตรวจสอบให้ประชาชนทราบ ส่วนนี้เป็นการเขียนกฎหมายที่อ่อนมาก เพราะเป็นการแจ้งเพื่อทราบ แต่ไม่ได้มีกลไกอะไรรองรับให้ประชาชนมีส่วนร่วมยับยั้ง กลายเป็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกลายเป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น
“ความจริงแล้วข้อเสนอของเราอยากจะให้องค์กรอิสระ ผนึกกำลังกันในการทำหน้าที่ เมื่อเห็นว่ามีช่องทางอะไรที่จะสร้างกลไกให้คนโกงพ้นจากตำแหน่ง ก็ทำให้เป็นผล ซึ่งอาจจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ อีกทั้งในการปราบโกงนั้นคุณจะละเลยต่อองค์กรภาคประชาชนไม่ได้ เพราะทุกเรื่องที่ผ่านมาในกระบวนการการปราบปรามต่อต้านการทุจริต ถ้าไม่อาศัยพลังของประชาชน ต่อให้เป็นพระนารายณ์ 4 กร อย่าง ป.ป.ช. ก็ทำงานไม่สำเร็จ” นายวิชากล่าว
ด้านนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยยรังสิต และ รองประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรรามการทุจริตประพฤติมิชอบ คนที่ 2 (กมธ.) สภาขับเคลื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ขอสรุปว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ทำให้รัฐใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกันประชาชากลับเล็กลง อย่างในประเด็นการปราบโกงที่ กรธ. และ กมธ. ต่างกันอยู่หลายเรื่อง เช่นในมาตรา 47 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ระบุถึงหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ในข้อ 10 ที่ระบุว่าไม่ร่วมกับการทุจริต แต่ข้อเสนอของ กมธ. คือต้องระบุเพิ่ใว่านอกจากจะไม่เข้าร่วมแล้ว ยังจะต้องต่อต้านยด้วย แหละให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายที่เกิดจากการโกงเงินแผ่นดิน เพราะเงินเหล่านั้นมาจากภาษีประชาชน ให้พวกเขามีสิทธิฟ้องด้วยตัวเอง หรืออย่างในมาตรา 72 ที่ระบุให้รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการ ซึ่งคำว่า “พึง” ใครๆก็ทำได้ แต่ทางกมธ. ได้มีจ้อเสนอในส่วนนี้ให้ใช้คำว่า “ต้อง” ซึ่งหมายความว่ารัฐจะต้องปฏิบัติ
นายสังศิต กล่าวต่ออีกว่า ยังมีอีกหลายข้อเสนอของ กมธ. ที่ยังไม่ได้ถูกระบุในร่างรัฐธรรมนูญ เช่น การจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีทุจริต ที่มีจุดประสงค์ให้มีการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องการทุจริตเร็วขึ้น หรืออย่างข้อเสนอแยกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันปและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แยกเป็นอิสระจากภาครัฐ ให้ทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่า ป.ป.ท. จะเริ่มทำอะไรก็คณะกรรมจะถูกสั่งย้ายก่อน อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลสมัยหน้าจะไม่ทำแบบนี้
“แม้ว่า กรธ. และ กมธ. จะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กรธ. จะคิดผิด ซึ่งผมไม่คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นี้จะมีแต่จุดอ่อนเสียทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่เห็นด้วยเหมือนกันคือการห้ามนักการเมืองที่ทุจริตเข้าสู่การเมือง เรื่องนี้ผมคิดว่าดี”นายสังศิตกล่าว
ด้านน.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ประเด็นที่ตนได้เขียนบทความเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เรื่องการจะปล่อยให้โครงข่ายพื้นฐานที่เป็นกิจการสาธารณูปโภคจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนไม่ได้ หรือรัฐจะเป็นเจ้าของน้อยกว่า 51 % ก็ไม่ได้เช่นกัน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ตัดทิ้งเรื่องนี้ไป ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของเอกชน ทั้งนี้ในประเด็นด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน ว่า การที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดในลักษณะที่อ้างถึงเรื่องความมั่นคงของรัฐ ซึ่งจะออกมาเป็นกฎหมายลูกนั้น การกำหนดเช่นนี้เสมือนทำให้อำนาจที่อยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่ต่ำกว่ากฎหมายอื่นที่จะออกตามมา สิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นควรที่จะมีไม่น้อยกว่าที่ประชาชนเคยได้รับมาก่อนหน้า รัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และปี 2550 ต่างก็มีข้อดีในเรื่องนี้ แต่ในร่างฉบับปัจจุบันมองว่าถอยหลังกลับไปไกลมาก
“การที่เรียกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นว่าฉบับปราบโกง ส่วนตัวมองว่าเป็นแค่ฉลากแปะหน้าปก สร้างวาทกรรมทำให้ดูดี แต่กลับจะทำให้เกิดการทุจริตมากขึ้น เพราะไม่มีกลไกที่จะเข้ามาตรวจสอบกลุ่มทุน อีกทั้งยังดึงกลุ่มทุนเข้ามาร่วมในนโยบายรัฐ เช่นในกรณีของประชารัฐ และผลักให้ประชาสังคมถอยห่างออกไป กระบวนการที่จะเข้าไปควบคุมตรวจสอบนั้นจะสามารถสู้กับกลไกที่ผ่านการสร้างความสัมพันธ์จากหลักสูตรต่างๆ ซึ่งเป็นการรวมทั้งข้าราชการ นักการเมืองและกลุ่มทุน รวมถึงฝ่ายตุลาการเข้ามารู้จักกันได้หรือไม่ ซึ่งสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” อดีต สปช. กล่าว
ขณะที่นางสุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสิทธิและเสรีภาพจะไม่มีผลอะไรเลย ถ้าไม่ทำให้ประชาชนได้รับรู้ โดยเฉพาะในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งได้กำหนดให้อำนาจหน้าที่ของรัฐมากขึ้น โดยจะมีคำถามว่าแล้วใครจะเป็นผู้บังคับให้รัฐทำ ในอดีตรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีจุดอ่อนในเรื่องที่สิทธิเสรีภาพ จะถูกกำหนดทิ้งท้ายไว้ว่า ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ ซึ่งประสบปัญหาการออกกฎหมายมารองรับไม่ทันเวลา รัฐธรรมนูญ 2550 จึงปรับแก้ในส่วนนี้ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้กลายเป็นเดทล็อคทางสิทธิ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันจะพบว่ามีประชาชนจำนวนมากออกมาเรียกร้องเรื่องสิทธิ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเป็นเรื่องที่มีกระทบต่อชีวิตของเขา อีกทั้งการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติก็เป็นไปอย่างรุนแรง ดังนั้นก็หวังไว้ว่าจะมีการปรับแก้และเรียกร้องให้เอาข้อดีเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 กลับคืนมา





