"พิศิษฐ์"ให้สัมภาษณ์ ผลสอบ "อุทยานราชภักดิ์ -เซียนอุ๊" สรุปได้ข้อเท็จริง เกี่ยวกับเงิน 20 ล้านบาท
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าตรวจเงินแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ กรณีผลสอบอุทยานราชภักดิ์ อยากได้ตัว เซียนอุ๊ มาสอบบางเรื่อง ตามตัวเจอหรือไม่ อย่างไร ว่า โชคดีมาก หลังจากที่เรามีหนังสือเชิญไป ครั้งแรกปฏิเสธมาว่า ไม่อยู่ ไม่สะดวก เกรงเรื่องปัญหาความไม่ปลอดภัยต่างๆ แต่พอถึงเวลาท่านคงได้คิดว่า การมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับองค์กรตรวจสอบน่าจะเป็น ทางออกที่จะสร้างความกระจ่างให้กับสังคม ให้กับชิวิตตัวเองด้วย ท่านเดินทางเข้ามาชี้แจงด้วยความสมัครใจเมื่อเดือนมกราคม เราก็เซฟไว้เล็กน้อยไม่อยากไปประโคมข่าวให้เขากระทบอะไรมาก แต่ข้อเท็จจริงเราได้มีการบันทึกปากคำ บันทึกเสียงในการสอบถามข้อเท็จจริง ท่านก็เต็มใจให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดกับเรา
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า สรุปแล้วเราได้ข้อเท็จริง เกี่ยวกับเงิน 20 ล้านบาท ท่านยอมรับว่า เงิน 20 ล้านบาท ท่านเป็นคนเอามาบริจาคในนามของ 5 โรงหล่อ ถามว่าเงินที่เอามาจากบัญชีไหนเราก็ตามไปดูบัญชีนั้น ท่านก็ยืนยันว่าใช่ เป็นบัญชีของสยามปุระ ซึ่งเป็นโรงหล่อของท่านเอง ในทางตรวจสอบท่านก็เปิดเผยแสดงหลักฐานว่า ท่านค่อนข้างจะมีบทบาทในเรื่องของการช่วยเหลือ การให้ความคิดเห็น การคุมงาน การแนะนำ การแก้ไขปัญหา ระหว่างงานของ 5 บริษัทนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านบอกว่าเอาเงินมามาจากไหน ก็เอาเงินมาจากในส่วนที่ 5 โรงหล่อได้ทยอยจ่ายให้ท่านเป็นค่าใช้จ่าย เป็นค่าที่ปรึกษา ซึ่งเราได้ตรวจสอบดูแล้วเท่าที่มีการมอบ แล้ว 5 โรงหล่อก็ยืนยัน ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นนอกเหนือจากนี้
รวมๆ แล้วลักษณะเป็นการร่วมกันลงขันให้ได้ 20 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าที่ปรึกษาให้กับ เซียนอุ๊ แค่ 20 ล้านบาท แต่ไม่ได้ให้เงินเป็นก้อนครั้งเดียว แต่เป็นการทยอยรับ เราดูแล้วไม่มีมากกว่านี้ ในทางโรงหล่อที่เป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายตัวนี้ ทาง สตง.ก็ขอตรวจสอบทางบัญชีการเงินเพื่อสอบยันในข้อเท็จจริง ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างที่เขาปิดบัญชี เพื่อที่จะไปแสดงค่าใช้จ่ายต่อกรมสรรพกร ซึ่งเราจะติดตามลงบัญชีการเสียภาษีทางด้าน สรรพากร ซึ่งทางโรงหล่อแต่ละแห่งยืนยันว่าเขามีค่าใช้จ่ายด้านโซหุ้ย ประมาณไม่เกิน 10% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เขาพอจะเจียดมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนที่เขาควรจะกำไร ดูแล้วยังไม่ได้เกินอะไรที่เกินความเหมาะสม ในทางบัญชี ในทางสรรพากรก็พอรับได้
ถามว่า สรุปว่า 5 โรงหล่อร่วมกันจ่ายเงิน 20 ล้าน ให้กับเซียนอุ๊ ต่อมา 20 ล้านของเซียนอุ๊ ได้ไปนั้นประสงค์จะคืนกลับไปที่ 5 โรงหล่อ ไม่แต่ไม่รับคืน เอาไปบริจาคมูลนิธิ
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า เอาไปบริจาคให้กองทุนราชภักดิ์ ยังไม่ถึงมูลนิธิ ซึ่งทางกองทุนได้ออกใบเสร็จรับเงินลงรับเข้าบัญชีถูกต้อง
ถามว่า ทำไมต้องคืน 20 ล้าน ทำไม 20 ล้าน ต้องไปบริจาคกองทุน นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ท่านบอกว่า หลังจากที่ได้รับเงินไปเอาไปทำวัดส่วนหนึ่ง และได้ข้อคิดจากหลายฝ่ายที่ให้ข้อคิดเห็นว่าในการช่วยเหลืองานนี้ที่ไปช่วยแก้ปัญหาไม่ควรที่จะไปรับผลประโยชน์ตัวนี้โรงหล่อ แม้เค้าจะให้ด้วยความเสนห์หา สมัครใจ หรือจะอย่างไรก็ตาม มีวิธีการที่ท่านเซียนอุ๊คิดได้ก็คือ เมื่อเห็นมีข้อติติ่งอย่างนี้แล้วท่านเลยคิดว่าแสดงให้เห็นว่า เจตนาที่ทำไม่ได้หวังผลอะไร และเงินที่เอาไปสร้างวัดอีกวัดหนึ่ง ก็ไม่เป็นไรท่านก็รับผิดชอบเอง ท่านจึงเอาเงินที่รวมๆแล้วได้รับมา 20 ล้านมาคืนกองทุนราชภักดิ์
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ สตง.พยายามพิสูจน์ การทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าที่ปรึกษานั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เราก็มีข้อเท็จจริงที่ท่านยืนยัน จากองค์ละ 70 กว่าล้าน เหลือแค่ 15 , 42 ล้าน หรือบางองค์ ที่ยากหน่อยก็ 50 ล้าน องค์ไหนหล่อไปแล้วก็มาช่วยกันระดมสมองหาทางให้มันทันเวลา พวงนี้คืองานที่เซียนอุ๊ทำ ท่านก็ไม่ได้เป็นนักเลงหัวไม้ที่อยู่ดีๆ ที่มาขู่เอาเงินใครดูจากผลงาน สยามปุระ ก็มีผลงานอันนี้คือคือข้อเท็จจริงสุดแต่สังคมจะวินิจฉัย
ตอนนี้เหลืออยู่ประเด็นเดียว ที่มาของคำว่า “ค่าหัวคิว” หมายถึง อะไร อย่างไรเหลือสอบอีกนิดเดียวเราก็จะพร้อมแถลงข้อเท็จจริง มีข้อเท็จจริงต้องถามเพิ่มอีกปากสองปากเท่านั้นเอง
ถามว่า รอสอบปากคำอีก 2 นายทหารใช่หรือไม่
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ผมว่า ไม่จำเป็นต้องรอ เพราะไม่รู้จะไปหาที่ไหน แต่มันมีคนที่เกี่ยวข้องพอที่จะอ้างอิงได้ และเราก็ไปถามข้อเท็จจริงความชัดเจนเพื่อให้เกิดความสบายใจ ส่วนของ ปปท.รอสอบนายทหาร 1-2 นาย ที่จะหาข้อเท็จจริง โดยต้องการความชัดเจนว่าเป็นหัวคิวหรือไม่ พูดจากหลักฐานอะไร เราจะได้เข้าไปดูข้อเท็จจริง ตรงนั้น เป็นอย่างไร เพื่อคลายปมให้ได้ ตอนนี้ ก็ รอทาง ปปท.เพื่อจะแถลงร่วมกัน เรามีหน้าที่สะท้อนความเป็นจริงให้กับประชาชน และสื่อมวลชน





