"ไพบูลย์"ร้องดีเอสไอสอบ"สมเด็จฯช่วง" ละเว้นปฏิบัต้หน้าที่ช่วย"ธัมมชโย" ต้องสละสมณเพศ ยันสังคมข้องใจทุจริตต่อตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่สังฆราช
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.). ยื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ไพสิ. วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) สืบเนื่องจากมติที่ประชุมมส. ที่ระบุว่า ประเด็นลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช กรณีอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายสิ้นสุดลงแล้ว โดยนายไพบูลย์ กล่าวว่า หากพิจารณาข้อเท็จจริงจะพบว่าพระลิขิตยังไม่สิ้นสุด เพราะการรับรองคดีที่อ้างถึงเป็นการฟ้องคดีของฆราวาส 2 ราย (นายมานพ. พลไพรินทร์.ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา และนายสมพร. เทพสิทธิธา ประธานยุวพุทธิกะ ) ไม่ใช่เรื่องของพระลิขิตซึ่งไม่พบว่าเคยมีการดำเนินการกับพระธัมมชโยตามพระบัญชา แต่มีความพยายามเบี่ยงเบนให้เป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้นจะเห็นว่า กรณีดังกล่าวน่าจะมีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าสมเด็จช่วงมีความสัมพันธ์และผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโย ในฐานะที่สมเด็จช่วงเคยเป็นกรรมการมส. และทราบเรื่องดังกล่าวมาตลอดตั้งแค่ปี 2542 กระทั่งล่าสุดมีตำแหน่งเป็นประธานมส. จึงสงสัยว่า สมเด็จช่วงฯอาจเป็นผู้ที่ให้การช่วยเหลือ เพราะไม่ต้องการให้พระธัมมชโยสละสมณเพศ โดยตนเชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องการยื่นให้ดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า นอกจากความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้วอาจต้องพิจารณาว่ามีพฤติการณ์ทุจริตเพิ่มเติมด้วยหรือไม่ เนื่องจากหากเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่แต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับผู้ถูกดำเนินคดีก็เข้าข่ายความผิดฐานทุจริต จึงต้องการให้ดีเอสไอสอบสวนคดีให้เกิดความชัดเจน นอกจากนี้ยังเห็นว่าดีเอสไออยู่ระหว่างการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยกรณีรับเงินบริจาคจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งน่าจะมีความเชื่อมโยงกันด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข้อครหาของสมเด็จฯช่วงว่าได้รับเงินจากพระธัมมชโยหลายครั้ง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวใกล้เคียงกับช่วงที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ยักยอกเงินของสหกรณ์แล้วนำมาบริจาคให้กับวัดพระธรรมกายซึ่งอาจมีเงินบางส่วนถูกนำไปบริจาคให้วัดปากน้ำภาษีเจริญหรือสมเด็จช่วงด้วย ทั้งนี้ ยืนยันว่าดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนความผิดของมส. เนื่องจากเคยมีคำพิพากษาศาลฎีการะบุว่าพระภิกษุและพระปกครอง ไม่อยู่ในนิยามของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพราะไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) อยู่ในอำนาจการพิจารณาของป.ป.ช.
ส่วนกรณีที่เครือข่ายคณะสงฆ์ และองค์กรภาคี พุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ นัดรวมตัวที่พุทธมณฑล แสดงความไม่พอใจการเคลื่อนไหวของตนและพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ประเด็นอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโย นายไพบูลย์ กล่าวว่า น่าจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อปกป้องมหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมองว่าคณะสงฆ์และมส.เป็นพระพุทธศาสนา แต่ในข้อเท็จจริงพระธรรมวินัยเป็นศาสนาและพุทธศาสนา ส่วนคณะสงฆ์และมส.เป็นพุทธบริษัท มีหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนาจึงสามารถถูกตรวจสอบได้ พระภิกษุผู้ปกครองและมส.จึงไม่อยู่ในนิยามของเจ้าหน้าที่รัฐ
ด้านพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษกดีเอสไอ ในฐานะผู้รับเรื่อง กล่าวว่า ดีเอสไอจะกรณีดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหนังสือจาก มส.ที่จะชี้แจงรายละเอียดของมติที่ประชุมกรณีพระธัมมชโย เนื่องจากเป็นคดีที่เชื่อมโยงกัน ขณะนี้ดีเอสไอยังไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากมส.





