ราชดำเนินเสวนา จัดเวทีถกปมตีความกฎหมาย ทำลายระบบหลักประกันสุขภาพ ย้ำการบริหารจัดการกองทุนสปสช. แม้ไม่มีกฎหมายรับรอง แต่ทำเพื่อสุขภาพปชช.
ราชดำเนินเสวนา จัดเวทีถกปมตีความกฎหมาย ทำลายระบบหลักประกันสุขภาพ ย้ำการบริหารจัดการกองทุนสปสช. แม้ไม่มีกฎหมายรับรอง แต่ทำเพื่อสุขภาพปชช. ด้าน “นักกฎหมาย” ชี้การใช้จ่ายเงินของหน่วยงานต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แนะทางออกเพื่อเดินหน้า คือสร้างกติกาทำงานร่วมกัน ย้ำเจตนาดีของกฤษฎีกาเพื่อกันเงินรั่วไหล
ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “กฤษฎีกาตีความ ทำลายระบบหลักประกัน? ผลกระทบและทางออก” โดยมีนักกฎหมายและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
โดยนายศุมล ศรีสุขวัฒนา ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากข้อโต้แย้งของการบริหารจัดการและใช้จ่ายเงินที่เกี่ยวเนื่องกับระบบงานด้านสาธารณสุข อาทิ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข, การสนับสนุนงบประมาณให้กับมูลนิธิซึ่งไม่ใช่หน่วยงานรัฐ เพื่อส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข ระหว่างหน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุขกับคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่นำมาสู่การตีความตามข้อกฎหมาย โดยสำนักงานกฤษฎีกา มีหนังสือเรื่อง การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในข้อที่มีข้อโต้แย้ง ทำให้การใช้จ่ายเงินตามที่มีข้อโต้แย้งนั้นไม่สามารถดำเนินการได้เพราะไม่มีข้อบังคับหรือกฎหมายรับรอง ทั้งที่การดำเนินงานเป็นไปตามกรอบของการส่งเสริมงานระบบสาธารณสุข ส่วนการดำเนินงานของ สปสช. นั้นจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานกฤษฎีกาเพื่อทบทวนคำวินิจฉัยเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจัดบริการใหักับประชาชน และมีแนวโน้มแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินงาน
ด้าน ภญ.ดาริน จึงพัฒนาวดี แพทย์จากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จ.เลย กล่าวว่า โรงพยาบาลชุมชนที่ถูกกฤษฎีกาตีความว่าเงินที่สนับสนุนให้กับโรงพยาบาลชุมชนนั้นไม่สามารถนำไปใช้ชำระค่าน้ำ หรือค่าไฟได้ จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในระบบได้ รวมถึงการบริการสาธารณสุขในชุมชนนั้นขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) แต่อสม.ต้องได้รับการอบรมและให้ความรู้ด้านต่างๆ เช่น การตรวจสารบอเร็กซ์, สารอันตรายในยาลูกกลอน ซึ่งทั้งหมดมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และหากโรงพยาบาลในชุมชนเกิดวิกฤตการเงินขั้นสูงสุดระดับ 7 อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณสุขกับประชาชนได้ โดยเฉพาะการจัดซื้อยาที่มีราคาแพงและเป็นโรคเฉพาะ เช่น โรคไต เป็นต้น
ทางด้าน น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นทางกลุ่มฯมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร หรือปกครองในปัจจุบัน ดังนั้นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ไม่เห็นด้วย แต่ยอมรับต่อการตัดสินใจของผู้นำประเทศ ทั้งนี้มองว่ากฎหมายที่ให้อำนาจกับกรรมการหลักประกันสุขภาพฯ เพื่อให้กรรมการบริหารกองทุนสอดรับกับสถานการณ์ในอนาคต ส่วนการตีความตามตัวกฎหมายนั้นมีข้อจำกัดและส่งผลต่อการทำงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดังนั้นมีทางออก คือแก้ไขกฎหมายในระบบรัฐสภา ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม
ส่วนนายธนพล ดอกแก้ว ประธานชมรมเพื่อโรคไต กล่าวว่าทางกลุ่มฯกังวลต่อการตีความของกฤษฎีกา ทั้งการจ่ายเงินให้กับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ เช่น วางสายหน้าท้อง ที่มีจำกัด และต้องทำงานภายในเวลาราชการ ทั้งที่ข้อเท็จจริงผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถรอได้ และหากได้รับบริการช้าลงจะเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นเมื่อตัดส่วนของการจ่ายเงินนอกเวลาให้กับแพทย์ที่เชี่ยวชาญดังกล่าวอาจกระทบต่อผู้ป่วย ทั้งนี้ทางกลุ่มมีข้อสงสัยด้วยว่าการตีความกฎหมายของกฤษฏีกามีเงื่อนงำหรือไม่
ขณะที่นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นตนมองว่าผู้ใช้อำนาจรัฐ กับการให้บริการสาธารณะต้องมีกฎหมายรองรับ ส่วนการตีความของกฤษฎีกานั้น ส่วนตัวไม่ได้ตีความแบบแคบ แต่การใช้จ่ายเงินของสปสช.ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าการใช้จ่ายเงินต้องคำนึงในกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลโดยจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานต่างๆ ต้องมีหลักเกณฑ์กำกับไว้ อย่างไรก็ตามกฤษฎีกาไม่ได้ชี้ช่องทางต่อการดำเนินงานตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ว่าต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้การบริหารจัดการตามกฎหมายที่มีอยู่ และต้องมีคำอธิบายที่เชื่อมโยงอย่างชัดเจน เช่น การบริหารจัดการบำรุงรักษาสุขภาพ อาจมีคำอธิบายว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ที่ทำให้ยกเว้นหลักเกณฑ์ที่ไม่อยู่นอกเหนือการให้บริการสาธารณสุข
“ผมมองว่าค่ายา ค่าองค์กรเภสัชหมดปัญหา แต่ต้องวางหลักเกณฑ์ไว้ หรือกรณีค่ายาป้องกันโรคต่างๆ ถุงยางอนามัย ยาวัณโรค มีวิธีเช่น หากพบว่าสปสช. จ่ายเงินซื้อยาหากซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่า แต่หากพบว่าสปสช. ซื้อยาที่แพงเกินจริง สามารถตั้งเงื่อนไขให้หน่วยงานซื้อยาเองได้ แต่ต้องวางกติกาเพื่อให้มีความเหมาะสมหรือเกิดการทำงานร่วมกัน” นายกิตติศักดิ์ กล่าว




