วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปริญญา'ชำแหละร่างรธน.ฉบับ'มีชัย' ไม่ผ่านปัญหากลับมาหาคสช.

"ปริญญา"ชำแหละโครงสร้างรธน.ฉบับ"มีชัย"ยังคงหมกเม็ดไม่ต่างฉบับปี2534 ยิ่งร่างเนื้อหายิ่งแรง ลั่นหากรอบสองไม่ผ่าน ปัญหาจะกลับมาอยู่ที่คสช.

ผู้สื่อข่ายงานว่า ที่ร้าน ไดอะล็อกคอฟฟี่ แอนด์ แกลลอรี่ ถ.พระสุเมรุ ได้มีจัดนิทรรศการภาพถ่าย"ประชาธิปไตยในอนุเสาวรีย์"ผลงานของ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ขณะเดียวกันนายปริญญา ได้อภิปรายในหัวข้อ"ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ"บับที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจรัฐ ด้านบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ รวมถึงบทเฉพาะกาล 

โดยนายปริญญา ได้กล่าวเสนอแนะทางออกของการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ด้วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย จะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทย ต้องเหลืออยู่แต่ในเพียงอนุเสาวรีย์หรือไม่นั้นว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุง เชื่อว่า โรดแม็พไม่ควรยืดออกไป ร่างรัฐธรรมนูญควรจะผ่านประชามติ แต่ไม่ใช่ด้วยการบอกประชาชนรับไปก่อนแล้ว แก้ทีหลัง เพราะร่างนี้แก้ยาก เราจึงต้องช่วยกันพูด เพื่อให้ร่างนี้แก้ไขก่อนทำประชามติ โดยเริ่มจาก ส.ส. ที่กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว   อย่างไรก็ตามผลการลงคะแนนที่ออกมาคาดการณ์ในอดีตที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ 222 คน ลดลงจากเดิมที่ได้เกินครึ่ง ส่วนทางประชาธิปัตย์จะได้เท่าเดิม พรรคขนาดกลางอย่างพรรคภูมิใจไทยจะได้ 55 คน จากเดิมได้ 29 คน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาจะได้ 24 คน จากเดิมได้ 19 คน ดังนั้นสรุปว่า พรรคใหญ่จะได้ ส.ส.น้อยลง ขณะที่พรรคขนาดกลางจะได้ ส.ส.มากขึ้น นำไปสู่การได้"รัฐบาลผสม" ที่พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองมากขึ้น 

รองอธิการบดี มธ. กล่าวว่า ทำให้ท่าทีของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีต่อร่าง รธน. จึงออกมาไม่ชอบ ส่วนพรรคขนาดกลางน่าจะชอบ แต่สำหรับพรรคขนาดเล็กจะมีปัญหาคือ ต้องส่งผู้สมัครฯลงทุกเขต จะเกิดการลงสมัครแบบไม่หวังชนะ ขอแค่ให้มีช่องให้ลงคะแนน เพื่อนำไปคิดคะแนนบัญชีรายชื่อ ทำให้มีการใช้งบประมาณมากขึ้น แล้วเราจะให้พรรคส่งผู้แทนลงคะแนน แล้วปัญหานี้แก้ได้โดยแบ่งบัตรลงคะแนนเป็น 2 บัตร เหมือนเดิมก็จบ

จากปัญหาดังกล่าวคนจะชั่งน้ำหนักกัน โดยบางคนอาจมองว่า หากกลับสู่ประชาธิปไตยด้วยระบบเลือกตั้งแบบนี้ ก็ไม่เอาดีกว่า ปัญหาคือ เราเคยมีสิทธิ "เลือกคนกับพรรค" ที่แตกต่างกันได้ หากเป็นแบบนี้สุดท้ายจะไปถึงจุดที่"คสช."ตัดสิทธินั้น เหตุผลที่ให้มันง่าย คงฟังไม่ขึ้น เราเคยเลือกบัตร 2 ใบ ในการเลืออกตั้งแล้ว 4 ครั้ง ถามว่า มีปัญหาตรงไหน 

ดังนั้นทางประชาชนเจ้าของประเทศเขาก็คิดเองเป็น เขามีสิทธิจะเลือก ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อที่ต่างกัน โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด แต่สิทธินี้ กรธ. ตัดทิ้งไป นี่จึงเป็นจุดอ่อนที่สุดจุดหนึ่ง ก่อนยึดอำนาจเมื่อเดือนพ.ค. 57 อะไร ที่ประชาชนเคยมี แล้วรัฐธรรมนูญใหม่ไม่คืนให้ จะมีปัญหา 

นายปริญญา ยังกล่าวถึง การกำหนดให้รับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน เพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้ 30 วัน ถือว่า ผิดพลาดมาก เมื่อเลือกตั้งเสร็จ จำเป็นต้องประกาศผลทันที ใครทำผิดก็ค่อยมาสอย มันเรื่องอะไรที่ คน 7 คน จะมาดองเสียงคนทั้งประเทศเอาไว้ขณะที่ ส.ว. ก็ให้ไร้อำนาจถอดถอน จึงกำหนดให้ที่มา ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แล้วใช้เลือกตั้งทางอ้อม แต่ในเนื้อหาพบว่า มันไม่ใช่การเลือกตั้งทางอ้อม เป็นเพียงการสรรหา แบบมีส่วนร่วมมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังคงมีหน้าที่เห็นชอบแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ อำนาจของ ส.ว. จึงยังถือว่ามีมาก วิธีแก้คือ ต้องให้ที่มาส.ว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจริงๆ หรือยึดไปตามปี 50 เลือกตั้งครึ่ง สรรหาครึ่ง หรือสุดท้าย ก็ไม่ต้องมี ส.ว.ก็ได้ 

สำหรับฝ่ายบริหารที่ระบุให้นายกรัฐมนตรี มาจากคนนอก แล้วให้เปิดบัญชีรายชื่อ 3 คน โดยไม่ต้องเป็น ส.ส. ก็ได้ ก่อนการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนรู้ก่อน ตนพอฟังขึ้น เช่น บุคคลใน คสช. มาอยู่ในรายชื่อนายกฯ หากประชาชนยังเลือก ก็ถือว่า ประชาชนยอม แต่ประเด็นนี้ถือว่า ละเอียดอ่อน เพราะมันเคยเกิดเหตุรุนแรง เช่น พฤษภาฯ 35 ประกอบกับความไม่ไว้วางใจว่า คสช.จะมีการสืบทอดอำนาจหรือไม่ จึงทำให้การตัดสินใจประชาชนในการเลือกตั้งจะยากขึ้น เพราะคะแนนเดียวที่ลงได้ ต้องตัดสินใจในการเลือกตัวบุคคล นโยบายพรรค และนายกฯ 

ด้านอำนาจฝ่ายตุลาการ ที่น่ากังวลคือ การให้อำนาจมาตรา 7 เดิม แก่ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความทุกวิกฤติการเมือง เข้าใจว่า นี่คือสิ่งที่เขานำมาแทน คปป. แต่คำถามอะไรคือ ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยังคงคลุมเครืออาจทำให้มีปัญหาได้ 

นายปริญญา ระบุต่อว่า ปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญคือ เราต้องทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับความน่าเชื่อถือ ไม่เอนเอียง ทว่าขณะเดียวกัน องค์กรอิสระ ก็มีอำนาจเข้มแข็งขึ้น แต่ที่น่ากังวลคือ คณะกรรมการ ที่จะได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. แล้วยังที่มีที่มาคลุมเครือ ก็จะทำให้มีปัญหาได้ ประกอบกับคณะกรรมการสรรหา ก็จำเป็นต้องสัดส่วนของฝ่ายตุลาการทิ้งไป เพราะองค์กรอิสระ ใช้อำนาจทางการเมือง ต้องเป็นผู้เล่นหนึ่งในสนาม หากให้ศาลในฐานะกรรมการ เลือกตัวผู้เล่นก็จะไม่ได้การยอมรับเหมือนที่ผ่านมา 

ในส่วนของหมวดสิทธิเสรีภาพของ กรธ. ก็ฟังดูดี แต่การกำหนดว่า สิทธิเสรีภาพต้องไม่กระทบเทือนต่อความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของรัฐ ยังคงเป็นปัญหาเรื่องการตีความ ทั้งยังมีคำบางคำที่ไม่เคยอยู่ในรัฐธรรมนูญ เช่น‘ไม่เกินสมควรกว่าเหตุ’หรือ‘หากมีเหตุอันควร’คำเหล่านี้ “คลุมเครือ” เปิดโอกาสให้ตีความได้มาก ที่สำคัญคำพวกนี้ อยู่ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.อัยการศึก หมายความว่า พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ สามารถสั่งห้ามชุมนุมได้เลย ไม่ใช่สามารถชุมนุมได้อย่างมีเงื่อนไข ถ้อยคำในหมวดนี้แย่มากกว่าฉบับที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้จะพาเราถอยหลังไปก่อน ฉบับ 2540 กลับไปหาฉบับ 2534 ที่นายมีชัยเคยร่างไว้ เป็นบทเฉพาะกาล ถูกผูกไว้กับกรอบการเลือกตั้งทั้งหมด มาตรา 260 กำหนดให้เลือกตั้งภายใน 150 วัน นับจากกฎหมายลูกที่ใช้เวลาร่าง 8 เดือน ประกาศใช้แล้วส่งให้ สนช. พิจารณาอีก 60 วัน ก็ถือว่า นานกว่าปกติ ที่กำหนดเพียง 120 วัน หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 

ขณะที่โรดแม็พ ที่เชื่อกันว่า เปลี่ยนเป็น 6-4-8-5 ถือว่า เข้าใจผิด มันยังมีมาตรา 127 ที่กำหนดให้ สนช. ต้องส่งร่างพ.ร.บ. ไปให้ ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ พิจารณาเห็นชอบหรือแก้ไข รวมใช้เวลาตรงนี้อีก 2 เดือน ระหว่าง 8 - 5 จึงมี 2 มาแทรกอีก การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างเร็วคือ ปลายปี 2560

"ผมไม่คิดว่า เป็นเรื่องดีที่กำหนดให้อำนาจมาตรา 44 ที่ใช้บังคับก่อนรัฐธรรมนูญนี้ หรือจะใช้บังคับต่อไป ระหว่าง คสช. ยังมีอำนาจ ระหว่างการจัดเลือกตั้ง เพราะถือเป็นครั้งแรก ที่ก่อนกลับสู่ประชาธิปไตย คณะยึดอำนาจยังคงอำนาจเต็มก่อนจะมี ครม. ชุดใหม่" นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2534 ที่นายมีชัย เป็นประธานร่าง ได้ฉายาว่า"ฉบับหมกเม็ด"ฉบับนี้ก็ยังคงหมกเม็ดไม่ต่างกัน มันทำให้ ตนย้อนความรู้สึกไปถึงครั้งเป็น นักศึกษาเมื่อปี 2534 ที่อยากให้โรดแม็พเป็นเหมือนเดิม ไม่อยากคลุมเคลือ ในกรณีหากประชามติไม่ผ่านทางออกจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวคาดว่า มีความเป็นไปได้ 3 ทางคือ 1.ร่างใหม่ครั้งที่สาม 2.ไปหยิบฉบับใดฉบับหนึ่งกลับมาใช้ และ 3.แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วกำหนดให้มีการเลือกตั้ง 

นายปริญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางเลือกแรกน่ากลัวที่สุด เพราะยิ่งร่าง เนื้อหายิ่งแรง และสำหรับเงื่อนไขทางการเมือง หากรอบสองไม่ผ่าน ปัญหาทั้งหมดจะกลับมาอยู่ที่คสช.เอง คงจะโทษ กรธ. ไม่ได้ ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ต้องบอกกับประชาชน ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวว่า ทางออกจะเป็นอย่างไร ประชาชนควรจะรู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ประชาชนต้องมีทางเลือก มิเช่นนั้นก็เข้าข่ายมัดมือชกประชาชน

"เกณฑ์เสียงที่ใช้ผ่านประชามติก็ยัง คลุมเครือ หากใช้แค่เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ ก็จะถูกโจมตีไม่ชอบธรรม เพราะรัฐธรรมนูญ เขียนว่า ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และยิ่งปัญหาในบทบัญญัติมีหลายจุดแบบนี้ ก็ยิ่งผ่านยากมาก"รองอธิการบดี มธ. ระบุ