นักวิชาการเผยร่างรธน.ใหม่ ควรมุ่งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อการพัฒนาก้าวหน้า หนุนจังหวัดจัดการตนเอง แต่ไม่ปล่อยอำนาจให้ท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 สอดรับทิศทางการปฏิรูปท้องถิ่นอย่างไร ที่จัดขึ้นโดยสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 กมภาพันธ์ 2559 โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายชำนาญ จันทร์เรือง อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,นายธัญศักดิ์ แสงสีจันทร์ นายกเทศมนตรีตำบลสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และ ดร.สรชาติ วิชยสุวรรณพรหม นักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยรังสิต และดร.จันทนา สุทธิจารี หน.ศูนย์ศึกษาการบริหารกิจการบ้านเมืองระดับท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ดร.สรชาติ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ระบุไว้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันปัญหาของหน่วยงานท้องถิ่นคือตัดสินใจอะไรไม่ได้ เพราะติดปัญหาการขัดกันเองของกฎหมาย ตนจึงสนับสนุนให้มีการจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเอง ส่วนถ้ามีกฎหมาย 2 ฉบับที่ขัดกัน ควรจะสามารถใช้กฎหมายเฉพาะ ในการแก้ไขปัญหาได้เพื่อความคล่องตัว
แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือหน่วยงานท้องถิ่น ยังรวมตัวกันไม่เหนียวแน่นและมีปัญหาหวาดระแวงกันเองอยู่ ส่วนปัญหาของกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจคือ คนมีอำนาจไม่ทำตามกฎหมาย กฎหมายจึงเดินหน้าไปได้ยาก รัฐธรรมนูญต้องชัดเจนว่า มุ่งให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น แล้วปล่อยให้แต่ละท้องถิ่นจัดการกันเองตามความแตกต่างของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงต้องฝากความหวังไว้ที่กฎหมายลูก เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน และหน่วยงานส่วนท้องถิ่นคงต้องติดตามการออกกฎหมายลูกอย่างต่อเนื่อง และหากจะให้เกิดจังหวัดจัดการตัวเอง งานต้องไม่ทับซ้อนกัน ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น
ด้านนายชำนาญ กล่าวว่า สิ่งใดที่ท้องถิ่นทำได้เอง รัฐต้องปล่อยให้ท้องถิ่นดำเนินการได้เอง ให้อำนาจแก่ท้องถิ่น แต่ปัจจุบันกลับเป็นการให้หน้าที่ แต่ไม่ให้งบประมาณ และอำนาจเด็ดขาด และกลายเป็นว่า รัฐทำสิ่งใดไม่ได้ก็โยนไปให้ท้องถิ่น งานจึงไม่คืบหน้า แนวทางจังหวัดจัดการตนเองก็ผลักดันไม่ขึ้น ส่วนตัวเห็นว่า กระทรวงมหาดไทย ไม่อยากให้เกิดการกระจายอำนาจ ที่ทำให้อำนาจการปกครองของมหาดไทยเองลดลง จึงปล่อยให้ท้องถิ่นตีกันเอง ปัจจุบันในเรื่องเล็กน้อยอย่างการขยายถนน ปรับปรุงถนนและปัญหาภายในชุมชน กลับต้องเดินเรื่องไปยังส่วนกลาง ที่ยุ่งยากและมีระบบเวลาที่ยาวนานยืดเยื้อ เพราะไม่สามารถมีอำนาจตัดสินใจได้เอง
ที่จริงหลาย ๆ จังหวัดพร้อมที่จะจัดการตนเองมานานแล้ว การที่ส่วนกลางอ้างว่ายังไม่พร้อมก็เหมือนกับไม่ปล่อยให้เด็กหัดเดิน ไม่ยอมให้ล้มลุกคลุกคลานบ้างก็ต้องเป็นง่อย หลาย ประเทศที่เจริญแล้วอย่างอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมันนี ก็ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งตนมองว่าถ้าประเทศไทยไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ก็จะสามารถพัฒนาไปได้ไกลและเร็วกว่านี้ อย่างเช่น ถ้ามีจังหวัดจัดการตนเองก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้ด้วยตนเองและนำมาใช้ภายในจังหวัดได้อย่างเต็มที่หรือเก็บไว้ใช้ในจังหวัด 70 % และส่งไปให้ส่วนกลาง 30 % ซึ่งในปัจจุบันการจัดเก็บภาษีต้องส่งให้ส่วนกลางถึง 70 % นำมาใช้ภายในจังหวัดเพียงแค่ 30% เท่านั้น
ขณะที่ นายธัญศักดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นเป็นความฝันของหน่วยงานท้องถิ่นที่จะมาช่วยแก้ปัญหาจากพื้นถิ่นจริงๆ แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะเมื่อเสนออะไรไปให้กับผู้มีอำนาจกลับไม่เคยสำเร็จ หากจะแก้ไขกฎหมายก็ทำไม่ได้ เมื่อถึงเวลาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น ควรเริ่มจากการที่ต้องดูที่การกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาบริหาร อย่างเช่น ประเทศลาว มีการคัดคุณสมบัติของนักการเมืองว่าต้องไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่มีความผิด ไม่มีหนี้สิน ซึ่งประเทศไทยควรเอาแบบอย่าง
"ผมเมื่อเข้ามาเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสุเทพ ต้องการทำงานให้รวดเร็ว แต่การกระจายอำนาจทำให้การทำงานล่าช้า เช่น การจะติดตั้งไฟจราจรกว่าจะผ่านการขออนุญาตจากหน่วยงานต่าง ๆ ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะได้รับการอนุมัติ จึงมองว่าแทนที่จะอำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานท้องถิ่นแต่กับมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน นอกจากนั้นด้านหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเอง ก็จำเป็นต้องดำเนินการให้โปร่งใสเพื่อให้ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางไว้วางใจ ซึ่งในส่วนนี้ต้องมาหารือกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้หน่วยงานส่วนท้องถิ่นมีอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่"นายธัญศักดิ์ กล่าว





