เปิดเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่ ถกก.ต.ช.ได้แม้ไร้ประธาน-รองประธาน พร้อมยืดเวลาสอบ"ตำรวจผิดวินัย"แม้ออกจากราชการไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 2 ม.ค. ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่......) พ.ศ. ..... ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงาน ก.พ. ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ต่อไป
ซึ่งสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ในส่วนขององค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ถูกยกเลิกตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 88/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 และแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติดังกล่าว ดังนี้
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 19 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 17 (4) ต้องมีความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ในสาขากฎหมายจำนวนหนึ่งคนและสาขาการพัฒนาองค์กรหรือสาขาการวางแผน หรือสาขาการบริหารและจัดการอีกจำนวนหนึ่งคน” ซึ่งพรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ระบะว่า มาตรา 19 “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 17(2) ต้องมีความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ในด้านกฎหมาย การงบประมาณ การพัฒนาองค์กร การวางแผนหรือบริหารและจัดการ
มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 20/1 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 “มาตรา 20/1 การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 17 (4) ให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 19 และมาตรา 20 จำนวนสองเท่าของจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาความเชี่ยวชาญตามมาตรา 19 ที่ต้องเลือกเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาเลือกต่อไป
มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 21กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีและอาจได้รับการเลือกใหม่ได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้ ในกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระให้ประธานกรรมการแจ้งให้วุฒิสภาทราบเพื่อดำเนินการจัดให้มีการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ภายในเก้าสิบวัน ก่อนวันครบวาระให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกใหม่เข้ารับหน้าที่”ส่วนพ.ร.บ.เดิมฯระบุว่า มาตรา 21“กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “กรณีเป็นที่สงสัยว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิผู้ใดพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่ให้ประธานกรรมการเสนอก.ต.ช. เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้ประธานกรรมการขอให้วุฒิสภาเลือกกรรมการแทนตามสาขาความเชี่ยวชาญนั้นเว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน ในกรณีนี้จะไม่ดำเนินการให้มีการเลือกก็ได้ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกตามวรรคสามอยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระของผู้ซึ่งตนแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งตามวรรคสามหากมีวาระเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งปีนับแต่วันดำรงตำแหน่งไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่ง” ส่วนพ.ร.บ.เดิมระบุว่า มาตรา 22 วรรคสอง “ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการแทน เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันในกรณีนี้จะไม่ดำเนินการให้มีการสรรหาก็ได้” ส่วน มาตรา 22 วรรคสาม “ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของซึ่งตนแทน
มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ในการประชุม ก.ต.ช. ถ้าประธานกรรมการไม่มาหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง จะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้” ส่วนพ.ร.บ.เดิมฯ ระบุว่า มาตรา 23 วรรคสอง “ในการประชุม ก.ต.ช. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม” และ มาตรา 23 วรรคสาม “ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง จะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้"
มาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งถูกยกเลิกโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 88/2557 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 “มาตรา 33 กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 20 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ในการประชุม ก.ตร. ถ้าประธานกรรมการข้าราชการตำรวจไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการข้าราชการตำรวจและรองประธานกรรมการข้าราชการตำรวจไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการข้าราชการตำรวจที่มาประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม"
ส่วนพ.ร.บ.เดิมระบุว่า มาตรา 33 (ที่ถูกยกเลิก) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 20 และต้องไม่เป็นข้าราชการหรือกลับเข้ารับราชการ สำหรับกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 30 (2)(ก) และต้องไม่เป็นข้าราชการตำรวจ สำหรับกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 30 (2)(ข) ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ก.ตร. เป็นผู้วินิจฉัย มาตรา 42 การประชุม ก.ตร. ต้องมีกรรมการข้าราชการตำรวจมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการข้าราชการตำรวจทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการข้าราชการตำรวจที่มาประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ให้ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นผู้เรียกประชุมแต่ในกรณีที่กรรมการข้าราชการตำรวจไม่น้อยกว่าหกคนร้องขอให้เรียกประชุมให้ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจเรียกประชุมภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับรอง ขอให้ ก.ตร. มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และของอนุกรรมการตามมาตรา 31 (9)
มาตรา 10 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 87 หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการพิจารณาในเบื้องต้นการสอบสวนที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 84 และมาตรา 86 ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ส่วนพ.ร.บ.เดิมระบุว่า มาตรา 87 หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการสืบสวนและการสอบสวนที่ต้องดำเนินการตามมาตราและมาตรา 86 ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 94 ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงไว้แล้ว แม้ต่อมาข้าราชการตำรวจผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้วก็ให้ทำการสอบสวนต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันออกจากราชการก็ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินหกสิบวัน ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีถูกชี้มูลความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้แล้ว แม้ต่อมาข้าราชการตำรวจผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้ว ก็ให้ดำเนินการตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติต่อไปได้ การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้กระทำได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการเว้นแต่กรณีที่ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยที่จะต้องลงโทษ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยามหรือกักขัง ก็ให้งดโทษนั้นเสีย"
มาตรา12 กรณีที่ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงต่อมาข้าราชการตำรวจผู้นั้นได้ออกจากราชการไปแล้ว ซึ่งต้องทำการสอบสวนต่อไปให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ถ้ายังสอบสวนไม่แล้วเสร็จก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็ให้ทำการสอบสวนต่อไปให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามกฎหมายเดิม
ส่วนพ.ร.บ.เดิมระบุว่า มาตรา 94 ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือมีกรณีถูกชี้มูลความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้แล้ว แม้ต่อมาข้าราชการตำรวจผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้วก็ให้ทำการสอบสวนต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันออกจากราชการ





