วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไพโรจน์' ชี้ร่างรธน.ฉบับ'มีชัย' ลดสิทธิประชาชน

"ไพโรจน์" ชี้ร่างรธน.ฉบับ"มีชัย" ลดสิทธิประชาชน หลายๆเรื่อง ทำให้ประชาชนกลายเป็นวัตถุของรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มีการจัดงานสัมมนาระดมความเห็น และข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในประเด็นสิทธิชุมชนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยนายไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน ทั้งนี้ในประเด็นเรื่องสิทธินั้น ที่ผ่านมาในทางสากลมีแนวคิดอยู่ 2 แบบคือ 1.สิทธิมีมาก่อนรัฐ และรัฐจะต้องเคารพสิทธิของประชาชน ปกป้องไม่ให้ผู้อื่นละเมิดได้

2.สิทธิไม่มีอยู่จริง แต่รัฐมีหน้าที่ทำให้เกิดขึ้น โดยร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ได้มีแนวคิดเรื่องสิทธิตามแบบแรก แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับเป็นแนวคิดเรื่องสิทธิแบบที่  2 อย่างในเรื่องหน้าที่ของรัฐ ที่กลายเป็นว่าลดสิทธิของประชาชนหลาย ๆ เรื่อง ทำให้ประชาชนกลายเป็นวัตถุของรัฐ    

นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า สิทธิ มีอยู่ 3 แบบด้วยกันคือสิทธิทางการเมือง สิทธิเรื่องวัฒนธรรมการศึกษาและสิทธิในการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเหมือนว่ากรธ.จะไม่ค่อยมีความเข้าใจใน 2 เรื่องหลัง และไม่ยอมรับ อีกทั้งเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เมื่อระบุเป็นสิทธิแล้วไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงได้ จึงระบุให้เป็นหน้าที่ของรัฐ อย่างการตัดสิทธิการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน และระบุให้เป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ทั้งที่จริงแล้วหากระบุให้เป็นสิทธิก็มีความเกี่ยวข้องกับรัฐทันที คือประชาชนสามารถเรียกร้องรัฐตามสิทธิของตน ซึ่งรัฐไม่สามารถปฏิเสธได้

"ในเรื่องของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยปกติจะต้องมีอิสระ แต่กรธ.ไปบัญญัติให้มีหน้าที่ ชี้แจงแถลงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในกรณีที่มีรายงานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ซึ่งหมายความว่ากรรมการสิทธิจะต้องไปอธิบายกับสากล หากไทยโดนรายงานสิทธิสมนุษยชนในแง่ลบ โดยปกติแล้วเรื่องนี้รัฐทำเองได้ อีกทั้งประเด็นนี้สามารถมองในมุมของชาตินิยม ว่าการโดนวิจารณ์เรื่องสิทธิจากภายนอกคือการคุกคามประเทศไทย หรือคนที่ทำงานด้านนี้จะกลายเป็นกลุ่มองค์กรที่ได้รับเงินมาบ่อนไซประเทศ โดยสรุปแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐ ราชการ และจากโครงสร้างแบบนี้ ก็ไม่น่าเชื่อว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้" นายไพโรจน์กล่าว 

นพ.วิพุธ พูลเจริญ ประธานกรรมการพัฒนาระบบกลไกการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กล่าวว่า เมื่อได้วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพบว่าบทบาทหน้าที่ของประชาชนนั้นมีน้อยมาก และมีความเป็นนามธรรมสูง ต่างจากหน้าที่ของรัฐที่กลับบัญญัติรายละเอียดเยอะ ซึ่งเราจะต้องมองบทบาทหน้าที่ของรัฐในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีความคลอบคลุมความเป็นประชารัฐหรือไม่หรือจะกำหนดเพิ่มว่าบทบาทของประชาชนจะระบุให้อยู่ในกลุ่มประชารัฐได้ไหม 

"ทั้งนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้บัญญัติบทบาทของประชาชนอย่างคลุมเครือ อย่างในมาตรา 54 ได้ระบุให้รัฐต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หากมีการดำเนินการใดที่มีผลกระทบต่อประชาชน ผมเบื่อรับฟังความคิดเห็นมาก ดังนั้นจึงขอเสนอให้แก้ไขเป็นว่าให้รัฐและประชาชนที่เกี่ยวข้องเสนอข้อพิจารณาเป็นทางเลือกของดำเนินการ และเหตุผลเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส มีเหตุผลและหลักฐานที่ชี้แจงได้"นพ.วิพุธกล่าว   

ขณะที่นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกล่าวว่า แนวคิดของกรธ.ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการสถาปณารัฐให้มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น อีกทั้งแนวคิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะกังวลว่าหากระบุสิทธิเสรีภาพไว้มาก หลังการเลือกตั้งบรรยากาศที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.ค. 57 จะกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากฝ่ายการเมืองจะใช้สิทธิเสรีภาพในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ครั้งนี้เราต้องการให้สิทธิเสรีภาพที่ประชาชนเคยมียังคงเหมือนเดิม ไม่ใช่ระบุให้อยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ  

นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า ปัญหาหาการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนตัวบุคคลขึ้นมามีอำนาจ หากเป็นเป็นช่วยระยะหลังจากนั้น 1-2 ปี โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางการกำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ริเริ่มโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งกรธ.ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้จึงได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อกลไกในการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าเมื่อฝ่ายการเมืองที่เข้ามารับช่วงต่อนั้น จะใช้เครื่องมือนี้อย่างไร