"ปกรณ์" บรรยายจุดแข็งร่างรธน. ชูเสรีภาพในขอบเขต หยุดวาทกรรมแตกแยก เปิดช่องครม.-ส.ส.-ส.ว.-ผู้นำฝ่ายค้าน ใช้สภาถกปัญหาแก้วิกฤติชาติ
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. เวลา 09.10 น. ที่ห้องอเนกประสงค์ 307 อาคารพินิตประชานาถ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการกรรมการคนที่ 1 คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายว่า ตนนับถือพุทธศาสานา ซึ่งเรามีคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะในหลักกาลามสูตร คือ อย่าเชื่อในสิ่งที่เขาเล่ากันมา แต่ให้เชื่อการตัดสินใจบนเหตุผลของตัวเอง เพราะขณะนี้มีการเผยแพร่ข่าวสารทางโซเชียลมีเดียมากมาย มีการโจมตีในร่างรัฐธรรมนูญที่ทำมา ทั้งที่ร่างสุดท้ายยังอยู่ในเตาก็โดนวิจารณ์แล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการยกร่างฯมาลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อลูกหลานวันข้างหน้า ซึ่งครั้งแรกเราก็ตั้งธงไว้ว่าควรจะสั้นและเข้าใจง่าย แต่ทำไปทำมาออกมา 270 มาตรา ก็เพราะมีผู้เสนอให้เติมเนื้อหาเรื่อยๆ
“เรือยังไม่เสร็จ ยังขึ้นโครงก็โดนตำหนิซะเเล้ว เราก็น้อยอกน้อยใจพอสมควร แต่ก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่คิดว่าจะมีอะไรบ้างนั้นทั้งนายกฯ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รัฐบาล ฝ่ายค้าน และประชาชนต้องการในสิ่งที่เป็นสากลทั้งหมด คณะกรรมการยกร่างฯก็จะประยุกต์สิ่งที่เป็นสากลเท่าที่เหมาะสมกับประเทศไทย ที่ผ่านมาเคยเอาแม่แบบของเยอรมัน ของอังกฤษ เราเคยทำมาหมดแล้วทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 แต่เอามาใช้กับคนไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้นการทำรัฐธรรมนูญออกมาต้องใช้สมองพอสมควร ทั้งหลักสากลและวิธีคิดของคนไทยให้เหมาะสมที่สุด จะไปลอกฝรั่งมาเลยก็ไม่ได้” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า หลักการที่สำคัญที่สุดในการร่างรัฐธรรมนูญยังอยู่ที่หมวดทั่วไป ในหมวดที่ 1 เป็นหมวดของแก่นรัฐธรรมนูญ ขณะที่หมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ยัวต้องมีหมวดนี้ต่อไป ส่วนหมวดที่ 3 ในหมวดสิทธิและเสรีภาพเสรีภาพของปวงชนชาวไทย คณะกรรมการยกร่างฯได้บรรจุเรื่องสิทธิเสรีภาพ มี 3 เป้าหมาย 1.ต้องไม่น้อยกว่าเดิม 2.สิทธิเสรีภาพจะเกิดขึ้นใหม่ๆในอนาคต ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญก็สามารถรองรับได้ แล ะ3.สิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ซึ่งในห้องประชุมพูดกันเล่นๆ ว่าสิทธิเสรีภาพต้องกินได้ แต่ที่ผ่านมามีความคิดที่เข้าใจผิดมาตลอดว่าสิทธิเสรีภาพใช้ได้อย่างเต็มที่แบบอันลิมิเตท แต่จากนี้คนไทยต้องรู้จักกรอบในการใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีขอบเขต คือ ต้องไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ , ต้องไม่กระทบกกระเทือนกับความเรียบร้อยของสังคมและประชาชน และต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
“เรื่องสิทธิและเสรีภาพเป็นเรื่องใหม่มาก คือการกระทำใดๆ หรือการใช้วาจาที่ก่อให้เกิดการแตกแยกปวงชนชาวไทยต้องไม่กระทำ เราไม่อยากให้เกิดความแตกแยกอีกแล้ว ทุกคนต้องเคารพและไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการยกร่างฯให้ความสำคัญไปที่การศึกษา และครอบครัวโดยต้องให้ผู้เรียนมีคุณธรรมและจริยธรรม ไม่ใช่เรียนปริญญาตรีทั้งประเทศแล้ววันที่ 16 ของทุกเดือนต้องไปขูดเสา และผู้เรียนต้องมีรู้ผิดชอบชั่วดี มีวินัย ต้องการคนที่มีเหตุผล รู้จักคิดวิเคราะห์ ในระบบประชาธิปไตยต้องใช้เหตุผลไม่ใช้อารมณ์ ต้องคุยกันว่าทำไมถูก ทำไมผิด และเพราะอะไร ไม่ใช้ในเรื่องวาทกรรม ซึ่งในทรรศนะของตนเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ส่วนเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐในหมวดที่ 6 โดยในมาตรา 61 ระบุให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและเป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ เหมือนประเทศอื่นๆ โดยใช้ยุทธศาสตร์ชาตินี้กำหนดวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ เรื่องที่ทุกๆ คนในชาติทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องร่วมมือดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันเพื่อมุ่งสู้เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ยุทธศาสตร์ครองอำนาจ แต่เป็นยุทธศาสตร์ให้ชาติยั่งยืนในอนคต
“เช่น ประเทศมาเลเซียก็เคยทำยุทธศาสตร์แบบนี้เราก็ไปดูจุดแข็งของเขา ซึ่งประเทศไทยทำได้ แต่ปัญหาของเราคือรัฐบาลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมากระท่อนกระแท่น จึงต้องมาปรับจุดอ่อนของเราโดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา มันต้องทำได้ถ้าเราร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันผลักดันประเทศมุ่งไปสู่ทางนี้ ต้องไม่ให้มีเวลามาทะเลาะกันแล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) เลย ซึ่งคปป.ก็ไม่มีด้วย ใครคิดถึงคปป.เลิกคิดไปได้เลย” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องระบบการเลือกตั้งส.ส. มีส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายช่อ 150 คน รวม 500 คน วาระ 4 ปี เลือกตั้งโดยตรงและลับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาบัตรเดียว โดยระบบนี้จะเป็นการให้พรรคการเมืองส่งคนที่ดีที่สุด เพราะคะแนนแต่ละเขตจะมีผลต่อคะเเนนรวมที่จะสะท้อนให้พรรคการเมืองนั้นในทั่วประเทศ ไม่ใช่ส่งใครไปก็ได้จะเป็นการดูถูกประชาชนมาก ตนคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่จะรับได้ในสังคมที่ใช้เหตุผล ขณะที่เรื่องคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.นั้นก็เข้มมาก อาทิ เรื่องผู้ที่ทุจริต ผู้ติดยาเสพติด ผู้ล้มละลาย หรือผู้ที่ถือครองกิจการถือหุ้นของสื่อมวลชน โดยเฉพาะการถูกระงับสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา เช่น รู้ว่ามีการทุจริตแต่กฎหมายเดิมทำอะไรไม่ ก็ปล่อยไปก่อนให้มีใบเหลืองใบแดง แต่ครั้งนี้ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตรวจพบการทุจริตสามารถสั่งระงับสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งได้ ก็เป็นมาตรการที่ไม่ให้คนทุจริตเข้ามา อีกทั้งเรื่องใหม่ของคุณสมบัติผู้สมัครต้องไม่เคยเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้จะให้รัฐสภาเป็นเวทีการแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ไม่ใช่เวทีอื่นที่ใช้สำนวนโวหาร ต้องให้ส.ส.มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ไม่ควรจะพาไปลงถนนอีกแล้ว ถ้าผู้นำฝ่ายค้านที่คิดว่ากรณีมีปัญหาความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยก็สามารถเปิดประชุอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาได้โดยให้มีการประชุมลับ เหตุที่ต้องประชุมลับต้องเปิดใจถกกัน ไม่ให้มีการถ่ายทอดเพื่อหาเสียง ซึ่งมาตรานี้ไม่ใช่มีประเทศไทยอย่างเดียว ในประเทศโปรตุเกสซึ่งเป็นสมาชิกอียูก็มีมาตรานี้เช่นกัน ส่วนเรื่องส.ว.ประกอบด้วยสมาชิก 200 คน มาจากเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพที่หลากหลายของสังคมเข้ามาเกลาให้กฎหมายมีความรอบคอบ รอบด้านมากที่สุด ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงโดยไม่ต้องผ่านพรรคการเมือง และเพื่อไม่ให้การเมืองเข้ายุ่งเกี่ยวก็ให้มีการตัดอำนาจการถอดถอนของส.ว. โดยให้องค์กรตุลาการซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยดำเนินการ
นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะที่ที่มาของนายกฯ ซึ่งพรรคการเมืองต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีต่อกกต.ไม่เกิน 3 รายชื่อ และในการหาเสียงต้องประกาศให้ประชาชนทราบชื่อดังกล่าวด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เปิดช่องนายกฯคนนอก เพราะให้พรรคการเมืองประกาศชื่อว่าจะเป็นคนในหรือคนนอก ถ้าเลือกคนนอกที่ไม่ใช่ส.ส.พรรคการเมืองก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งในเรื่องนี้ที่คณะกรรมการยกร่างฯ ต้องทำเพื่อไม่ให้ใครเป็นไอ้โม่งหรืออีแอบเข้ามา อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของส.ส.และส.ว. นายกฯจะขอให้ประธานรัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยไม่มีการลงมตรีเพื่อไม่ให้ต่างคนต่างตีกัน ต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกันไปข้างหน้าได้
“ส่วนเรื่องวิกฤติตามรัฐธรรมนูญจะเกิด 2 อย่าง 1.จากตัวบทบัญญัติ 2.การบังคับใช้ ซึ่งแต่เดิมทางออกก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิฉัย ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญได้ระบุถึงหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา ครม. หรือองค์กรอิสระนั้นเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาวิกฤติรัฐธรรมนูญ ส่วนที่มีคนบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญใหญ่มากก็ไม่จริง เพราะจะมีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบหากมีประชาชนร้องเรียน” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ได้ระบุไว้ห้ามแก้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเป็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยพูดถึงอำนาจและหน้าที่ กับหน้าที่และอำนาจ แต่ในการเขียนกฎหมายจะลึกซึ้งกว่านั้น มีอำนาจเพื่อไปทำหน้าที่ และมีหน้าที่แบบนี้เพื่อให้อำนาจไปทำ ซึ่งคณะกรรมการยกร่างๆจะเน้นเรื่อความรับผิดชอบมากกว่า ถามว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนหรือไม่ เราพยายามทำให้สิทธิของประชาชนเป็นสิทธิที่จับต้องได้มากที่สุด ทั้งหมดจึงเป็นร่างเบื้องต้น ซึ่งจะเปิดช่องทางความคิดเห็นช่องทางต่างๆถึง 15 ก.พ. เพื่อนำความคิดเห็นมาปรับปรุงแก้ไขร่างฉบับนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการบรรยายครั้งนี้มีนักศึกษา ประชาชนผู้สนใจ สื่อมวลชนร่วมเข้ามารับฟังกาบรรยายกว่า 150 คน ขณะเดียวกันพบว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสวมชุดสูทสีดำประมาณ 3-4 นาย โดยส่วนหนึ่งมาจากกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ได้เข้ามานั่งสังเกตการณ์พร้อมถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอบรรยากาศการบรรยายตลอดการจัดจัดกิจกรรมกว่า 3 ชั่วโมง





