"ผบ.มทบ.14"เชิญนักศึกษาม.บูรพาหารือ หลังโปรยใบปลิวโจมตีรัฐบาล ย้ำชัดไม่ได้ห้ามเขียนบทความ แต่ขอร้องเขียน 2 ด้าน ข้อดี และข้อเสีย
จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารได้เชิญตัว นายจักรพล ผลละออ นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวมาพูดคุยที่มณฑลทหารบกที่ 14 จ.ชลบุรี
พล.ต.สิงห์ศึก หมีทอง ผบ.มทบ.14 เปิดเผยว่า ได้เชิญน้องเขามาพูดคุยในเรื่องของการจัดกิจกรรมการวางใบปลิว ซึ่งได้อธิบายและทำความเข้าใจกับน้องเขาไปว่าการเขียนบทความหรือบทวิเคราะห์ที่เขียนแล้วทำเป็นใบปลิวไปตั้งวางไว้นั้น มันผิดกฏหมาย ไม่ได้ห้ามไม่ให้เขียนไม่ให้แสดงออก แต่แนะนำไปว่าการเขียนขอให้มีทั้ง 2 ด้าน คือ มุมมองของวิชาการ และมุมมองที่เราไม่ต้องการ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร เสมอมุมมองให้ได้ทั้ง 2 ด้าน มันจะเป็นผลงานที่มีคุณค่า และเมื่อเขียนเสร็จแล้วอย่านำไปโปรย อย่าไปว่างไวตามพื้นตามท้องถนนให้คนมาเก็บ ลักษณะนี้เป็นลักษณะของใบปลิวโจมตี ก็จะเป็นการผิดกฎหมาย ตนบอกน้องเค้าไปว่าให้เขียนในแบบวิชาการทั้ง 2 ฝั่ง แล้วก็นำไปแจกจ่ายตามคณะต่างๆให้เขาได้อ่าน
"เท่าที่ผมคุยกับน้องเมื่อสักครู่นี้ทำให้รู้ว่าน้องเขาเป็นเด็กที่ไม่รุ่นแรง และไม่ใช้เด็กหัวดื้อ คุยไปเรื่อยๆน้องเขาก็รู้ว่าประเทศกำลังลำบาก กำลังแย่ เมื่อน้องเขาไปคุยกับเพื่อนๆที่กลุ่มทั้ง 5 คนแล้ว น้องก็จะกลับมาคุยกับทางผม ตรงไหนที่ไม่เป็นธรรมมันคืออะไร ในเบื้องต้นนี้ทางกลุ่มประชาบูรพา รับปากแล้วว่าจะไม่โปรยใบปลิว เขาจะกลับไปเขียนทางวิชาการทั้ง 2 ด้าน มีข้อดีและข้อเสียคืออะไร ในแต่ละด้านแล้วก็นำเสนอไปยังเพื่อนนักศึกษาคณะต่างๆให้เข้าใจในเชิงวิชาการที่พวกน้องที่ได้เรียนมา" พล.ต.สิงห์ศึก กล่าว
ผบ.มทบ.15 กล่าวต่อว่า ได้อธิบายถึงว่าความจำเป็นที่รัฐบาลทำอยู่นี้คืออะไร น้องๆเขาก็รู้ เขาบอกว่าเขาอยากจะแสดงออก เพราะเขาได้เรียนด้านรัฐศาสตร์มา ว่าการมีประชาธิปไตยที่เขาอยากได้คือจะต้องมีสิทธิ์ เสรีภาพ และการเลือกตั้ง ขณะนี้ที่เราหยุดไว้นั้นเราไม่ได้หยุดประชาธิปไตย แต่เราหยุดคนใช้ประชาธิปไตยที่บิดเบือน ประชาธิปไตยยังคงอยู่ในประเทศของเรา ขอเวลาให้รัฐบาลได้ปัดกวาดบ้านเรือนให้เรียบร้อย ให้ประชาชนได้มีความเป็นอยู่ที่ดีมีการงาน การเงิน ที่ช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยังยืน การโกงการเลือกตั้งโดยใช้เงินซื้อประชาชนชนแล้วชนะเข้ามาเพียงเสียงเดียว ก็เข้าไปสู่อำนาจรัฐแล้ว ความอยากจนยังอยู่ ประชาธิปไตยของประเทศเราไม่สามารถสมบรูณ์ได้ เราจะมีการทะเละกันไปอีกนาน ตนได้อธิบายน้องเขาไปอย่างนี้ น้องเขาก็เข้าใจก่อนที่น้องเขาจะกลับไปก็บอกว่าว่าจะไปพูดคุยกับเพื่อนๆให้เข้าใจ
นายกฯให้ใช้วิธีละมุนละม่อมจับนักศึกษาม.บูรพา
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบเข้าไปจับกุมตัวนายจักรพล ผลละออ นักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรีไปคุมตัว ที่มทบ.14 ชลบุรี ว่า เรื่องของนักศึกษาก็ว่ากันไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรายงานเข้ามาหรือยังว่าไปจับกุมด้วยสาเหตุอะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เดี๋ยวทางฝ่ายความมั่นคงเขาดูแลหลายเรื่องที่เป็นความขัดแย้ง เดี๋ยวก็ว่ากัน รัฐบาลพยายามที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของความขัดแย้งมากนัก เพราะมันทำให้การพัฒนาของประเทศไปไม่ได้ ทุกคนมีหน้าที่อะไรก็ให้ว่ากันไปพยายามใช้มาตรการที่มันละมุนละม่อม พูดคุยกันซะให้ได้ คือถ้าไปใช้กฎหมายทุกเรื่องมันก็ยุ่งไปหมด ต้องไปดูว่าประเด็นความขัดแย้งคืออะไรถ้ามันเกิดขึ้นจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนกรณีที่องค์การนิรโทษกรรมสากลหรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งการจับนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเคยขอร้องแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ที่เราว่าจะพูดให้เขาเข้าใจได้หรือไม่เพราะในเรื่องสิทธิมนุษยชนพูดกันมาหลายครั้งแล้ว แล้วสื่อเคยช่วยพูดให้บ้างหรือไม่ เพราะวันนี้องค์กรระหว่างประเทศที่เขารู้มาก็มาจากบุคคลที่บิดเบือน และจากสื่อที่อาจไม่มีเจตนา และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทุกคนก็รู้กันอยู่ ว่าการดำเนินการตามกฎหมายวันนี้ก็ทำกับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย อย่าไปยึดโยง เมื่อทำความผิดก็คือความผิด กฎหมายก็คือกฎหมาย ไม่เช่นนั้นก็บังคับใช้กฎหมายกับใครไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีเอง เคยระบุว่าได้ชี้แจงกับต่างประเทศแล้วหลายครั้งทำไมยังไม่เข้าใจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็ชี้แจงไปแล้ว แล้วเขาจะเชื่อไหมละ ก็พวกสื่อยังประโคมข่าวอยู่กันอยู่แบบนี้ แล้วไปดูซิที่เราชี้แจงไปยังต่างประเทศเขากอดคอ อยู่กับใคร ทุกคนก็เห็นอยู่ทั้งหมด จะมาถามให้เป็นเรื่องอีก ก็มีรูปทั้งหมด ถามว่าคนเหล่านี้สร้างประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติบ้าง แล้วที่ผ่านมาเขาเลือกข้างหรือเปล่า สำหรับผมไม่ได้เลือกข้างใคร ถ้าเขาดีด้วยผมก็ดีด้วย แต่ถ้าผิดกฎหมายทุกคนก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด อย่าเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนมาปนกับเรื่องของกฎหมาย เอาเรื่องประเทศชาติมาปนกับเรื่องส่วนตัว มันไม่ได้”





